สี่ธนาคารไทยติดร่างแห อาชญากรรมการเงินโลก


สี่ธนาคารไทยติดร่างแห อาชญากรรมการเงินโลก

แอลเอ (สยามทาวน์ยูเอส) : เขย่าวงการธนาคารทั่วโลก “ฟินเซน ไฟล์” เอกสารลับเปิดโปงธนาคารใหญ่ทั่วโลก เอี่ยวขบวนการอาชญากรรมทางการเงิน-โอนเงินผิดกฎหมาย 2 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่มี 4แบงก์ไทยติดร่างแห

 

เมื่อวันที่ 22 กันยายน เว็บไซต์ของประชาชาติธุรกิจ เสนอข่าวโดยอ้างสำนักข่าวบีบีซี ว่า เครือข่ายผู้สื่อข่าวสืบสวนสอบสวนนานาชาติ (ICIJ) ได้เผยแพร่เอกสารและข้อมูล “ฟินเซน ไฟล์”( FinCEN File) ที่หลุดออกมาจากหน่วยงานสืบสวนอาชญากรรมทางการเงินสหรัฐฯ( FinCEN ) ซึ่งมีหน้าที่ปราบปรามการก่ออาชญากรรมทางการเงินที่ขึ้นตรงกับกระทรวงการคลังสหรัฐฯ โดยเอกสารดังกล่าวเป็นรายงานธุรกรรมทางการเงินระหว่างปี 2000 – 2017 ที่น่าสงสัยของธนาคารทั่วโลกกว่า 2,500 ฉบับ มูลค่ารวมกันราว 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ที่พบว่า ธนาคารทั่วโลกได้ปล่อยให้มีการโยกย้ายเงินผิดกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องกับข้อตกลงลับ การฟอกเงิน และอาชญากรรมทางการเงิน

 

เอกสารถูกปล่อยไปที่สำนักข่าวบัซฟีด (Buzzfeed) และได้แชร์กันในเครือข่ายผู้สื่อข่าวสืบสวนสอบสวนนานาชาติ (ICIJ) ที่มีสำนักข่าวในเครือข่าย108 แห่งจาก 88 ประเทศทั่วโลก

 

สำหรับรายชื่อสถาบันการใหญ่ๆที่ปล่อยให้มีธุรกรรมผิดปกติ อาทิ ธนาคาร “HSBC” ของอังกฤษ เป็นตัวกลางให้กับขบวนการ “WCM 777” กลยุทธ์การโกงแบบ “พอนซีสกีม” (Ponzi Scheme) โดยเงินเกี่ยวข้องมากถึง 80 ล้านดอลลาร์ , เจ พี มอร์แกน ที่ได้อนุญาตบริษัทหนึ่งโอนเงินมากถึง 1 พันล้านดอลลาร์ โดยไม่รู้ว่าเจ้าของเป็นใคร ซึ่งธนาคารเพิ่งรู้ภายหลังว่าเจ้าของอาจอยู่ในลิสต์อาชญากร FBI Top 10 เป็นต้องการมากที่สุดในโลก

 

ขณะที่ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด โอนเงินสำหรับธนาคารอาหรับอยู่หลายสิบปี ขณะที่พบว่าเป็นบัญชีลูกค้าที่สนับสนุนการก่อการร้าย และธนาคาร “ดอยซ์แบงก์” พบว่าเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินของอาชญากร การก่อการร้าย และการลักลอบค้ายา รวมถึงมีหลักฐานผู้เกี่ยวข้องกับประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน โอนเงินผ่านธนาคารบาร์คเลย์ ถึงแม้จะโดนสั่งห้ามการโอนเงินกับตะวันตก โดยระบุว่าเป็นการทำธุรกรรมเพื่อซื้องานศิลปะ

 

นอกจากนี้จากข้อมูล“ฟินเซน ไฟล์” พบว่ายังมีธนาคารของไทยที่มีความเกี่ยวข้องกับเอกสารนี้ 4 แห่ง เป็นการทำธุรกรรมการโอนเงินที่น่าสงสัยจำนวน 92 ครั้งผ่าน ประกอบด้วย 

 

ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.), ธนาคารกสิกรไทย, ธนาคารกรุงเทพ และธนาคารกรุงไทย คิดเป็นมูลค่ารวม 41,308,752 ดอลลาร์ (ประมาณ 1,290 ล้านบาท) โดยเป็นการรับเงิน 9,558,752 ดอลลาร์ และการส่งเงิน 31,750,000 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นธุรกรรมในช่วงปี 2012-2016

 

ต่อมา เว็บไซต์ข่าว ไทยบีบีเอส ได้นำเสนอข่าวต่อเนื่องเมื่อวันที่ 22 กันยายนว่า พล.ต.ต.ปรีชา เจริญสหายานนท์ รักษาราชการแทน เลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.) กล่าวว่า กำลังตรวจสอบข้อมูลที่ปรากฎออกมา ว่าเป็นข้อมูลที่ถูกต้องหรือไม่ และเป็นข้อมูลจากหน่วยข่าวกรองของสหรัฐฯ ตามที่กล่าวอ้างหรือไม่ ซึ่งการตรวจสอบธุรกรรมการเงินที่น่าสงสัยเป็นภารกิจปกติและตรวจสอบอย่างเข้มข้นอยู่แล้วจึงขอเวลาประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบข้อเท็จจริงดังกล่าวเพื่อไม่สร้างความตื่นตระหนก

 

ขณะที่รายงานจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า ตั้งแต่วิกฤตเศรษฐกิจปี 1997 ทำให้ ธปท.เรียกขอรายงานข้อมูลธนาคารพาณิชย์แบบรายสัญญาเฉพาะธุรกรรมสินเชื่อเท่านั้นเพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์ประเมินความเสี่ยงในระบบสถาบันการเงินและดูแลเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ

 

ส่วนธุรกรรมการโอนเงินยังไม่ได้เรียกบันทึกข้อมูลเป็นรายธุรกรรม แต่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) จะเป็นผู้วิเคราะห์ความเสี่ยงซึ่งในทางเทคนิคสามารถวิเคราะห์ได้ว่า เป็นธุรรมการเงินที่เข้าข่ายน่าสงสัย เช่น การโอนเงินระหว่างบัญชีเครือข่ายแบบวน หรือ โอนแบบ loop ในปริมาณวงเงินสูง หรือ แม้กระทั่งพฤติกรรมการโอนที่เปลี่ยนแปลงไปจากรูปแบบเดิม

 

ทั้งนี้ ในการเฝ้าระวังข้อมูลธุรกรรมดังกล่าวทำได้เพียงตั้งข้อสังเกตหรือสงสัยแต่ไม่สามารถสรุปได้ชัดเจน 100% ว่าเป็นธุรกรรมที่ผิดกฎหมาย แม้ใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลก็ตามเพราะพฤติกรรมของคนมีความหลากหลายซึ่งแม้เป็นธุรกรรมที่แปลก แต่อาจไม่ใช่ความผิดและการตรวจสอบปัญหาดังกล่าว เป็นหน้าที่ของ ปปง.

 

แต่ในฐานะผู้กำกับดูแลสถาบันการเงินการติดตามพฤติกรรม หรือ ธุรกรรมที่น่าสงสัยถือเป็นข้อมูลอย่างหนึ่งเพื่อเฝ้าระวังและกำกับให้สถาบันการเงินติดตามดูแลเพื่อไม่ให้มีปริมาณธุรกรรมที่น่าสงสัยมากเกินไปจนกลายเป็นความเสี่ยงในระบบเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นสาเหตุส่วนหนึ่ง กระทบราคาหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ปรับตัวลดลงทั้งหมดไม่จำเพาะธนาคารที่มีชื่อในรายงานเอกสารดังกล่าว

 

ฝ่ายสื่อสารองค์กรธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) ซึ่งเป็น 1 ในสถาบันการเงินที่ถูกพาดพิงชี้แจงว่า ธุรกรรมดังกล่าว เป็นกระบวนการทำงานปกติซึ่งธนาคารได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้าตามกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องครบถ้วนแล้วและไม่พบรายการต้องห้ามแต่อย่างใด

 

สำหรับขั้นตอนการตรวจสอบ ของ ปปง.ต้องนำข้อมูลการรายงานของ 4 ธนาคาร ที่ถูกกล่าวหามาเทียบ ตามข้อมูลที่ Fincen ก่อนเรียก ธนาคาร ที่ถูกพาดพิงมาสอบถามว่า ตรวจสอบพบการทำธุรกรรมที่ต้องสงสัยหรือไม่และได้ทำรายงานอย่างไร ถ้าพบและไม่รายงาน ถือว่าธนาคารบกพร่อง แต่ถ้าพบและรายงานแล้ว ก็ถือว่าไม่บกพร่อง.

.
.

.
.