คะแนนนิยมตำ่ติดดิน กดดัน’ทรัมป์’ใส่หน้ากาก


คะแนนนิยมตำ่ติดดิน กดดัน’ทรัมป์’ใส่หน้ากาก

แอลเอ (สยามทาวน์ยูเอส) : ทรัมป์ ‘เปลี่ยน 180 องศา’ ออกมาแนะนำประชาชนสวมหน้ากากอนามัย และยอมรับเป็นครั้งแรกว่าโควิด-19 คือ “วิกฤต” ของประเทศ ถูกวิจารณ์ยับ ทำเพื่อสร้างภาพพจน์หลังคะแนนนิยมตำ่สุด รวมถึงใน “สวิงสเตท” ที่อาจเป็นรัฐชี้ขาดผลเลือกตั้งด้วย

 

เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม ประธานาโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ทวีตข้อความกระตุ้นให้ประชาชนสวมหน้ากากอนามัย โดยบอกว่าเป็นการแสดงออกถึงความรักชาติ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 พร้อมรูปภาพขาวดำของตัวเขาสวมหน้ากากอนามัยด้วย

 

"พวกเราร่วมมือกันในการต่อสู้และเอาชนะกับไวรัสร้ายจากประเทศจีน และหลายคนบอกว่าการสวมหน้ากากอนามัยในช่วงเวลาที่ไม่สามารถเว้นระยะห่างทางสังคมได้ ถือเป็นการกระทำที่รักชาติ ไม่มีใครที่รักชาติมากกว่าผม ประธานาธิบดีคนโปรดของพวกคุณ"

 

วันเดียวกัน ทรัมป์ยังได้ประกาศว่า เขาจะกลับมาเป็นผู้แถลงข่าวจากทำเนียบขาวอีกครั้ง หลังจากที่เขาหยุดแถลงไปตั้งแต่ช่วงเดือนช่วงปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยนายทรัมป์กล่าวว่าสาเหตุที่เขาจะกลับมาพูดคุยกับประชาชนอีกครั้ง เพราะเขาเชื่อว่าปัญหาจากการแพร่ระบาดเกิดขึ้น เนื่องจากประชาชนชาวอเมริกันไม่ได้รับข่าวสารที่ถูกต้อง

 

การออกมาสนับสนุนให้ประชาชนสวมหน้ากากในครั้งนี้ ถือว่าเป็น “กลับคำพูด” อีกครั้งของทรัมป์ เพราะก่อนหน้านี้เขาปฏิเสธที่จะสวมหน้ากาก หรือแนะนำประชาชน โดยเฉพาะบรรดากลุ่มขวาจัดที่สนับสนุนเขาให้ใส่หน้ากากอนามัย โดยอ้างว่าประชาชนชาวอเมริกันทุกคนควรจะมีสิทธิเสรีภาพในการตัดสินใจเอง  แม้ว่า ดร.แอนโธนี เฟาซี และดร.โรเบิร์ต อาร์ เรดฟิลล์ แพทย์ชั้นนำของอเมริกา จะออกมากล่าวว่าหน้ากากอนามัยมีส่วนสำคัญในการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่กำลังระบาดอย่างหนักในอเมริกาก็ตาม

 

บรรดานักวิจารณ์การเมืองต่างวิพากษ์วิจารณ์การพลิกลิ้นของทรัมป์ครั้งนี้ว่า เป็นเรื่องที่ไม่น่าแปลกใจ เพราะทรัมป์จะทำทุกอย่างเพียงเพื่อชนะเลือกตั้ง และว่าการไม่ใส่ใจแก้ไขปัญหาโควิด-19 ทำให้คะแนนนิยมของทรัมป์ตกต่ำอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในทุกรัฐ รวมถึงในรัฐที่เป็น สวิงสเตท ซึ่งอาจจะเป็นรัฐชี้ขาดการเลือกตั้งประธานาธิบดีในช่วงปลายปีนี้ด้วย

 

ทั้งนี้ อเมริกามียอดผู้ป่วยสะสมเกือบ 4 ล้านราย และมีผู้เสียชีวิตจากเชื้อไวรัสมากกว่า 140,000 ราย ถือเป็นประเทศที่มียอดผู้ป่วยสะสมและผู้เสียชีวิตมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ส่งผลให้ความเชื่อมั่นในตัวทรัมป์ (จากผลสำรวจของเอ็นบีซี ในวันดังกล่าว) ลดลงเหลือเพียงแค่ร้อยละ 37 เท่านั้น น้อยลงเมื่อเทียบกับเดือนมิถุนายนที่มีประชาชนให้ความเชื่อมั่นร้อยละ 43.

.
.

.
.