ชี้’ทรัมป์’จับแพะชนแกะ อวดอ้างผลงานยิ่งใหญ่


ชี้’ทรัมป์’จับแพะชนแกะ อวดอ้างผลงานยิ่งใหญ่


ภาพขณะประธานาธิบดีทรัมป์ ปฏิเสธการจับมือทักทายประธานสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคฝ่ายค้าน
ภาพขณะประธานาธิบดีทรัมป์ ปฏิเสธการจับมือทักทายประธานสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคฝ่ายค้าน


ภาพเหตุการณ์ขณะนางแนนซี่ เปโลซี ฉีกสำเนาถ้อยแถลงของประธานาธิบดีทรัมป์
ภาพเหตุการณ์ขณะนางแนนซี่ เปโลซี ฉีกสำเนาถ้อยแถลงของประธานาธิบดีทรัมป์


แอลเอ (สยามทาวน์ยูเอส) : สื่อใหญ่จับโกหกทรัมป์ที่ยังคงเดินหน้าจับแพะชนแกะทั้งอ้างผลงานของอดีตประธานาธิบดีโอบาม่า, อ้างข้อมูลที่ไม่มีที่มาที่ไป รวมถึงโกหกในสุนทรพจน์แถลงผลงานต่อประชาชน เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ แถมยังแสดงกิริยากักขฬะ จงใจปฏิเสธการจับมือแนนซี เปโลซีประธานสภาผู้แทนฯ แบบไร้มารยาทอีกด้วย

การแถลงนโยบายประจำปีต่อรัฐสภาสหรัฐ หรือ State of the Union ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อวันอังคารที่ 4 กุมภาพันธ์ 2020 ซึ่งจะเป็นการแถลงครั้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในปลายปีนี้ กลายเป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในสื่อกระแสหลักของอเมริกา ทั้งในประเด็นเนื้อหาสาระของถ้อยแถลง และประเด็นกิริยามารยาทของผู้นำสหรัฐฯ ต่อ นางแนนซี่ เปโลซี่ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็น “คู่ปรับ” จากต่างพรรคของเขาด้วย

โดยในการแถลงครั้งนี้ ทรัมป์ได้กล่าวเน้นย้ำถึงผลงานของเขาในหลายประเด็น โดยเฉพาะความสำเร็จของนโยบายทางเศรษฐกิจ โดยบอกว่าเขาทำสหรัฐฯ สามารถคืนสถานะความยิ่งใหญ่ได้อีกครั้ง

“ภายในเวลาเพียง 3 ปี เราได้ทำลายมายาคติเรื่องการเสื่อมถอยของอเมริกัน และเราได้ปฏิเสธชะตากรรมความตกต่ำของอเมริกา เรากำลังก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วโดยไม่น่าเชื่อในระยะเวลาอันสั้น และเราจะไม่หันหลังกลับ ผมรู้สึกตื่นเต้นที่จะรายงานให้คุณทราบในคืนนี้ว่า เศรษฐกิจของเราดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา กองทัพของเราถูกสร้างขึ้นใหม่อย่างสมบูรณ์ พร้อมด้วยศักยภาพที่ไม่มีที่ใดในโลกเทียบได้หรือแม้แต่ใกล้เคียง พรมแดนของเราปลอดภัย ครอบครัวของเรากำลังรุ่งเรือง ค่านิยมของเราได้รับการส่งเสริม ความภาคภูมิใจของเราได้รับการฟื้นฟู และจากเหตุผลทั้งหมดนี้ ผมขอกล่าวกล่าวประชาชนของประเทศที่ยิ่งใหญ่ของเรา และสมาชิกสภาคองเกรสเบื้องหน้าผมนี้ว่า สถานะของประเทศของเราแข็งแกร่งกว่าที่เคยเป็นมา”

ทรัมป์ยังได้อ้างถึงความสำเร็จในการบรรลุข้อตกลงการค้ากับจีน รวมถึงการบรรลุข้อตกลงสหรัฐ-เม็กซิโก-แคนาดา (USMCA) ซึ่งนำไปสู่การฟื้นฟูเศรษฐกิจของสหรัฐฯ

ซีเอ็นเอ็นบอกว่า ทรัมป์ได้แปรเจตนารมย์ของการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา เป็นการหาเสียงเลือกตั้งแบบไม่มีการปิดบังใดๆ โดยเขาประกาศว่า “วิสัยทัศน์ที่ผมจะแสดงให้เห็นในค่ำคืนนี้คือการสร้างสรรค์สังคมที่รุ่งเรืองและครอบคลุมความหลากหลายมากที่สุดในโลก เป็นที่ซึ่งทุกคนสามารถเข้าร่วมความสำเร็จที่ไม่มีใครเทียบได้ของอเมริกา และเป็นที่ซึ่งทุกกลุ่มคนสามารถมีส่วนร่วมในความเฟื่องฟูที่น่ามหัศจรรย์ของอเมริกา”

ส่วนสำนักข่าวเอพี ได้จัดทำบทความ State of the Union Fact Check: President Trump's 2020 speech (ตรวจสอบข้อเท็จจริงในถ้อยแถลงนโยบายประจำปี 2020 ของประธานาธิบดีทรัมป์) โดยบอกชัดเจนว่าแทบทุกประเด็น คือเรื่องที่ประธานาธิบดีทรัมป์ พูดเกินจริง, โกหก และแอบอ้างผลงานของอดีตประธานาธิบดี บารัก โอบาม่า

“คำอวดอ้างของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เรื่องการคืนสู่ความยิ่งใหญ่ของอเมริกาเมื่อค่ำวันอังคาร เป็นการโกหกเรื่องการมีอำนาจในเชิงพลังงานของอเมริกา, ประกันสุขภาพ และเศรษฐกิจ รวมถึงการแอบอ้างผลงานของประธานาธิบดีท่านก่อน” เอพี ระบุ ก่อนจะกล่าวถึงรายละเอียดของคำโกหก และการแอบอ้างผลงานของอดีตประธานาธิบดีโอบาม่าทีละข้ออย่างละเอียด

นอกจากนี้ ข่าวของหลายๆ สำนัก ยังเน้นไปที่ประเด็นความขัดแย้งระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์และสภาผู้แทนราษฎร ที่พรรคเดโมแครต อันเป็นฝ่ายค้าน ครองเสียงข้างมากอยู่ในขณะนี้ โดยบอกว่ารอยร้าวระหว่างสองฝ่ายปรากฎให้เห็นอย่างชัดเจนในการแถลงนโยบายประจำปีครั้งนี้ เริ่มจากการทรัมป์ปฏิเสธจับมือทักทายกับนางแนนซี เพโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ ที่ยื่นมาทักทาย หลังจากทรัมป์ส่งสำเนาแถลงผลงานประจำปีดังกล่าวมาให้เธอ ซึ่งนั่งคู่กับรองประธานาธิบดี ไมค์ เพนซ์ ทางด้านหลัง อันเป็นพฤติกรรมที่นักวิจารณ์การเมือง และบรรดา “สุภาพบุรุษ” ทั้งหลายมองว่าเป็นพฤติกรรมที่เลวทราม และไม่ให้เกียรติสุภาพสตรีอย่างยิ่ง และทันทีที่การแถลงผลงานของทรัมป์จบลง นางแนนซี่ เพโลซี ประธานสภาผู้แทนฯ ก็ได้ลุกขึ้นและฉีกสำเนาถ้อยแถลงผลงานของทรัมป์อย่างไม่ไว้หน้า 

นางเปโลซี ได้ให้สัมภาษณ์ถึงเหตุผลที่เธอฉีกสำเนาแถลงผลงานประจำปีของทรัมป์กลางสภาต่อหน้ากล้องโทรทัศน์ที่ถ่ายทอดสดไปทั่วประเทศว่า ‘ดิฉันพยายามหาว่าจะมีหน้าในสักหน้าบ้างไหมที่เป็นความจริง แต่ฉันหาไม่เจอสักหน้า’ พร้อมกับเรียกสำเนาสุนทรพจน์แถลงผลงานประจำปีของทรัมป์ว่า เป็น ‘แถลงการณ์ที่ไม่เป็นความจริง’.