เตรียมใช้ระเบียบใหม่ คนท้องขอวีซ่ายากขึ้น


เตรียมใช้ระเบียบใหม่ คนท้องขอวีซ่ายากขึ้น

แอลเอ (สยามทาวน์ยูเอส) : รัฐบาล “ทรัมป์” เตรียมใช้ระเบียบใหม่ ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้ “สตรีมีครรภ์” หมดสิทธิ์ได้รับวีซ่าท่องเที่ยว หากไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ามีเหตุผลอื่นในการเข้าประเทศ อ้างป้องกัน “ทัวร์คลอดลูก” หวังให้เด็กได้สัญชาติอเมริกัน 

สำนักข่าวเอพี รายงานข่าวเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2020 ว่ารัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังจะประกาศระเบียบใหม่สำหรับใช้ในการพิจารณาอนุมัติให้วีซ่าเข้าประเทศที่มีความเข้มงวดมากขึ้น โดยเฉพาะวีซ่านักท่องเที่ยว ในกรณีที่ผู้ยื่นขอวีซ่า เป็นผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์ 

โดยเอพี ระบุว่า ระเบียบใหม่ดังกล่าว ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ มีกำหนดจะประกาศอย่างเป็นทางการในช่วงปลายสัปดาห์นี้ มีวัตถุประสงค์ในการควบคุมธุรกิจ “ทัวร์คลอดลูก” หรือ birth tourism ซึ่งเป็นธุรกิจเกี่ยวกับการจัดทัวร์พาผู้หญิงมีครรภ์จากประเทศต่างๆ มาคลอดลูกในอเมริกา เพื่อให้เด็กได้สัญชาติอเมริกัน โดยข่าวบอกว่าภายใต้ระเบียบใหม่นี้ ผู้ยื่นขอวีซ่าท่องเที่ยวที่เป็นสตรีมีครรภ์​ จะต้องพิสูจน์ให้เจ้าหน้าที่กงสุลของสหรัฐฯ เชื่อได้ว่าเธอมีเหตุผลอื่นในการเดินทางเข้ามาในสหรัฐฯ 

เอพีบอกด้วยว่า ในระยะที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ทำทุกอย่างที่เห็นว่าจะเพิ่มความรัดกุมในการป้องกันการเดินทางเข้าสหรัฐฯ อย่างไม่ถูกต้อง รวมถึงการเรียกร้องให้ยกเลิกการให้สัญชาติโดยการเกิด หรือ birthright citizenship ที่ระบุเอาไว้ในรัฐธรรมนูญด้วย เพราะเขาเห็นว่าเป็นหนึ่งในเหตุผลที่จูงใจชาวต่างชาติ ให้เดินทางเข้ามา และตักตวงผลประโยชน์ที่ควรเป็นของคนอเมริกันกลับไป แต่ที่ผ่านมา ความพยายามของประธานาธิบดีทรัมป์ ยังไม่สามารถทำได้

ข่าวบอกว่า รัฐบาลประธานาธิบดีทรัมป์ เชื่อว่าการเพิ่มความเข้มงวดกับวีซ่านักท่องเที่ยวที่จะมอบให้กับผู้หญิงตั้งครรภ์นั้น คือวิธีที่สามารถตอบสนองเจตนารมย์ของประธานาธิบดีทรัมป์ได้ใกล้เคียงที่สุด แม้จะยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า เจ้าหน้าที่กงสุลสหรัฐฯ จะใช้มาตรการอะไรมาตัดสินเจตนาของผู้ยื่นขอวีซ่า รวมถึงจะทราบได้อย่างไรว่าผู้ยื่นขอวีซ่ากำลังตั้งครรภ์

ข่าวบอกว่าขณะนี้ เจ้าหน้าที่กงสุลสหรัฐฯ ในประเทศต่างๆ ยังไม่ได้รับคำสั่งให้ตั้งคำถามผู้ยื่นขอวีซ่าเข้าประเทศ ระหว่างการสัมภาษณ์ว่ากำลังตั้งครรภ์ หรือตั้งใจจะมีครรภ์หรือไม่ แต่โดยทางปฏิบัติแล้ว พวกเขาจะต้องทราบว่าผู้ยื่นขอวีซ่า มีเจตนาในการเข้ามาสหรัฐฯ เพื่อคลอดลูกหรือไม่

ข่าวบอกว่า “ทัวร์คลอดลูก” กลายเป็นธุรกิจที่ทำกำไรงามให้กับทั้งฝ่ายสหรัฐฯ และชาวต่างชาติ โดยธุรกิจในสหรัฐฯ ถึงกับประกาศโฆษณาอย่างเปิดเผยในประเทศต่างๆ เช่นรัสเซีย และจีน ถึงผลประโยชน์ที่เด็กและครอบครัวจะได้รับ โดยคิดค่าธรรมเนียมสูงถึงรายละ 80,000 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นราคาที่รวมค่าที่พักและค่ารักษาพยาบาลทุกอย่างแล้ว 

อย่างไรก็ดี ข่าวบอกว่าธุรกิจ “ทัวร์คลอดลูก” ดังกล่าวได้รับความกระทบกระเทือนอย่างมาก หลังจากที่ประธานาธิบดีทรัมป์ เข้าดำรงตำแหน่ง

ข่าวบอกด้วยว่า ถึงแม้จะมีการเอาผิดนักธุรกิจในสหรัฐฯ หลายรายที่ให้บริการ “ทัวร์คลอดลูก” ในข้อหาเกี่ยวกับการปลอมแปลงวีซ่า ปลอมเอกสาร หรือฉ้อโกงภาษี แต่การเดินทางเข้ามายังสหรัฐฯ เพื่อคลอดบุตร เป็นเรื่องที่สามารถทำได้โดยถูกต้องตามกฎหมาย และข่าวบอกว่าบ่อยครั้งที่ผู้หญิงต่างชาติ บอกกับเจ้าหน้าที่กงสุลที่ทำการสัมภาษณ์แบบตรงๆ ว่าต้องการเดินทางมาอเมริกาเพื่อคลอดลูก

ไม่มีตัวเลขที่แน่นอนว่ามีผู้หญิงต่างชาติเดินทางเข้ามาสหรัฐฯ เพื่อคลอดลูกโดยเฉพาะ แต่ข้อมูลจากศูนย์ศึกษาผู้อพยพ (The Center for Immigration Studies) ซึ่งเป็นองค์กรด้านกฎหมายที่เคลื่อนไหวเพื่อให้มีการบังคับใช้กฎหมายอิมมิเกรชั่นอย่างเข้มงวดมากขึ้น ประเมินว่าในปี 2012 มีผู้หญิงต่างชาติมากถึง 36,000 คน ที่คลอดลูกในประเทศอเมริกา แล้วเดินทางกลับประเทศ

โฆฆกของกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวกับเอพี ด้วยว่า ร่างกฎระเบียบที่มีการพูดถึงนี้ มีเจตนาเพื่อเน้นให้เห็นถึงความเสี่ยงต่อความมั่นคงของชาติ ที่อาจจะเกิดขึ้นจาก “ทัวร์คลอดลูก” เช่นปัญหาอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมทัวร์คลอดลูก เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม เอพีตั้งประเด็นว่า การตั้งกฎระเบียบที่มีเจตนาในการป้องกันไม่ให้ผู้มีหญิงมีครรภ์เดินทางเข้าประเทศนี้ อาจส่งผลให้เกิดการเลือกปฏิบัติในลักษณะต่างๆ รวมถึงหวั่นเกรงกันว่าเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองที่สนามบินในสหรัฐฯ อาจปฏิเสธการเข้าประเทศกับผู้ที่สงสัยว่าจะตั้งครรภ์ โดยการมองด้วยสายตาเท่านั้น.