ค่าแรงขั้นต่ำแคลิฟฯ ขยับเป็น13ดอลลาร์


ค่าแรงขั้นต่ำแคลิฟฯ ขยับเป็น13ดอลลาร์

แอลเอ (สยามทาวน์ยูเอส) : ค่าแรงขั้นต่ำในแคลิฟอร์เนีย และอีก 19 รัฐขยับอก 1 ดอลลาร์ เป็น 13 ดอลลาร์ต่อชั่วโมงสำหรับองค์กรที่มีพนักงาน 26 คนขึ้นไป และ 13 ดอลลาร์สำหรับธุรกิจขนาดเล็ก 

ปี 2020 เป็นปีที่ค่าแรงขั้นต่ำใน 24 รัฐ และ 48 เคาน์ตี้และซิตี้ จะปรับขึ้นอีกรอบ โดยส่วนใหญ่ คือ 20 รัฐ และ 26 เคาน์ตี้และซิตี้ จะเริ่มปรับใช้ค่าแรงอันตราใหม่ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม เป็นต้นไป  รวมถึงรัฐแคลิฟอร์เนีย ที่ค่าแรงขั้นต่ำในแทบทุกเคาน์ตี้และซิตี้ จะขยับขึ้น 1 ดอลลาร์ ทำให้ค่าแรงขั้นต่ำตามกฎหมาย ขยับไปอยู่ที่ 13 ดอลลาร์ต่อชั่วโมงสำหรับธุรกิจที่มีพนักงานอย่างน้อย 26 คน และ 12 ดอลลาร์สำหรับธุรกิจขนาดเล็ก

ทั้งนี้ รัฐแคลิฟอร์เนียมีเป้าหมายว่าจะปรับค่าแรงขั้นต่ำให้อยู่ที่ชั่วโมงละ 15 ดอลลาร์ภายในปี 2020 โดยจะทะยอยปรับขึ้นทุกปี โดยในบางซิตี้และเคาน์ตี้ของแคลิฟอร์เนีย เช่น แอลเอเคาน์ตี้, มาลิบู, พาซาดีน่า และซานตามอนิก้า จะเริ่มปรับค่าแรงขั้นต่ำเป็น 15 ดอลลาร์สำหรับธุรกิจขนาดใหญ่ในวันที่ 1 กรกฎาคม 2020 แต่บางซิตี้ เช่นแพ็ตตาลูม่า (Petaluma) ซึ่งตั้งอยู่ทางเหนือของซานฟรานซิสโก ได้ขยับค่าแรงเป็นชั่วโมงละ 15 ดอลลาร์ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมที่ผ่านมา

โดย 24 รัฐที่มีการปรับค่าแรงขั้นต่ำในปี 2020 ประกอบไปด้วย

อลาสก้า (มีผลตั้งแต่เดือนมกราคม 2020)

อริโซน่า (มีผลตั้งแต่เดือนมกราคม 2020)

อาร์คันซอส์ (มีผลตั้งแต่เดือนมกราคม 2020)

แคลิฟอร์เนีย (มีผลตั้งแต่เดือนมกราคม 2020)

โคโลราโด้ (มีผลตั้งแต่เดือนมกราคม 2020)

คอนเน็กติกัต (มีผลตั้งแต่เดือน September 2020)

ฟลอริด้า (มีผลตั้งแต่เดือนมกราคม 2020)

อิลลินอยส์ (มีผลตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2020)

เมน  (มีผลตั้งแต่เดือนมกราคม 2020)

แมรีแลนด์ (มีผลตั้งแต่เดือนมกราคม 2020)

แมสซาชูเส็ตต์ (มีผลตั้งแต่เดือนมกราคม 2020)

มิชิแกน (มีผลตั้งแต่เดือนมกราคม 2020)

มินนิโซต้า (มีผลตั้งแต่เดือนมกราคม 2020)

มิสซูรี (มีผลตั้งแต่เดือนมกราคม 2020)

มอนทาน่า (มีผลตั้งแต่เดือนมกราคม 2020)

เนวาด้า (มีผลตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2020)

นิวเจอร์ซี่ (มีผลตั้งแต่เดือนมกราคม 2020)

นิวแม็กซิโก (มีผลตั้งแต่เดือนมกราคม 2020)

นิวยอร์ก (มีผลตั้งแต่เดือน December 31, 2019)

โอไฮโอ้ (มีผลตั้งแต่เดือนมกราคม 2020)

โอเรก้อน (มีผลตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2020)

เซาท์ ดาโกต้า (มีผลตั้งแต่เดือนมกราคม 2020)

เวอร์มอนท์ (มีผลตั้งแต่เดือนมกราคม 2020)

วอชิงตัน สเตท (มีผลตั้งแต่เดือนมกราคม 2020)

ข่าวบอกว่าประเด็นค่าแรงขั้นต่ำ ถือเป็นประเด็นร้อนแรงทางการเมืองต่อเนื่องมาหลายปี โดยเมื่อต้นปี 2019 สภาผู้แทนราษฎร ผ่านกฎหมายปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ชื่อ the Raise the Wage Act เพื่อปรับค่าแรงขั้นต่ำทั่วประเทศ (federal minimum wage) เป็นเป็น 15 ดอลลาร์ต่อชั่วโมง เพิ่มจากค่าแรงปัจจุบัน ที่ 7.25 ดอลลาร์ต่อชั่วโมงเท่านั้น แต่กฎหมายฉบับนี้ไม่ผ่านวุฒิสภา ซึ่งครองเสียงข้างมากโดยพรรครีพับลิกัน

กระแสเรียกร้องให้มีการปรับค่าแรงขั้นต่ำเกิดขึ้นอย่างรุนแรงตั้งแต่ปี 2012 ที่เหล่าคนงานในธุรกิจฟาสฟู้ดของนิวยอร์ก นัดหยุดงานเป็นครั้งแรก โดยในช่วงดังกล่าวค่าแรงที่คนงานส่วนใหญ่ได้รับอยู่ที่ชั่วโมงละ 7.75 ดอลลาร์เท่านั้น และในช่วงเวลาเกือบสิบปีที่ผ่านมา มีความพยายามของกลุ่มแรงงานในหลายๆ รัฐ เช่นแรงงานในซูเปอร์มาร์เก็ต แรงงานในโรงพยาบาล ฯลฯ พากันนัดหยุดงานเพื่อเรียกร้องค่าแรงที่เป็นธรรมอยู่ตลอดเวลา

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับการปรับค่าแรงขั้นต่ำให้อยู่ที่ 15 ดอลลาร์เป็นมาตรฐาน ทั่วประเทศ ให้เหตุผลว่าจะไม่เป็นผลดีกับสภาพเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ รวมถึงไม่เป็นผลดีกับบรรดาแรงงานเองด้วย ทั้งนี้เพราะธุรกิจจำนวนมากจะรับภาระไม่ไหว ส่งผลให้จำเป็นต้องลดจำนวนแรงงานเพื่อความอยู่รอด โดยประเมินว่าค่าแรงมาตรฐานที่ 15 ดอลลาร์ จะมีผลให้เกิดการตกงานถึง 1.3 ล้านตำแหน่ง หรือ 0.8 เปอร์เซ็นต์ของกองทัพแรงงานในปัจจุบัน.

อนึ่ง ภายใต้การปกครองแบบให้อำนาจบริหารกับท้องถิ่นแบบเด็ดขาด ทำให้ค่าแรงขั้นต่ำของแต่ละรัฐ อาจจะสูงหรือต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำของรัฐบาลกลางได้ อีกทั้งค่าแรงของแต่ละเคาน์ตี้ หรือซิตี้ ก็แตกต่างกันไป ทำให้แรงงานในรัฐที่ค่าแรงต่ำมาก เช่นมอนทาน่า (4 ดอลลาร์) หรือจอร์เจีย (5.15 ดอลลาร์) สามารถมีรายได้เพียงพอในการดำรงชีพ เพราะค่าแรงขั้นต่ำตามกฎหมายของเคาน์ตี้หรือซิตี้ อาจสูงกว่าอัตราค่าแรงของรัฐ หรือของรัฐบาลกลางค่อนข้างมาก.