“เอมี โคนีย์ แบร์เรต” ผู้พิพากษาสายทรัมป์ กับความวุ่นวายของอเมริกาหลังเลือกตั้ง


“เอมี โคนีย์ แบร์เรต” ผู้พิพากษาสายทรัมป์ กับความวุ่นวายของอเมริกาหลังเลือกตั้ง

โดย ภาณุพล รักแต่งาม

 

กระบวนการพิจารณาแต่งตั้ง เอมี โคนีย์ แบร์เรต เป็นตุลาการศาลฎีกาคนใหม่ โดยคณะกรรมาธิการยุติธรรมของรัฐสภาสหรัฐฯ ที่กินเวลาสามวัน และสิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 14 ตุลาคมนั้น อาจจะไม่ใช่เรื่องที่น่าสนใจมากนักสำหรับคนไทยเราระยะนี้ ด้วยว่ามีเรื่องร้อนอื่นๆ ที่เมืองไทยให้วิตกกังวลมากกว่า

 

แต่ในความเป็นจริงแล้ว การเข้าดำรงตำแหน่งของผู้พิพากษาหัวอนุรักษ์คนนี้ ถือเป็น “จุดเปลี่ยน” สำคัญของอเมริกาหลังการเลือกตั้ง ถึงขนาดมองว่าอเมริกาจะเดินไปข้างหน้าเพื่อพัฒนาศักยภาพและเรียกศรัทธาความน่าเชื่อถือของนานาชาติให้กลับคืนมา หรือจะจมปลักอยู่กับวังวนแห่งความแตกแยกที่ก่อโดยประธานาธิบดีทรัมป์ต่อไป ก็ขึ้นอยู่กับ เอมี โคนีย์ แบร์เรต คนนี้ค่อนข้างมาก

 

หากตามข่าวการเมืองสหรัฐฯ ในช่วงเดือนที่ผ่านมา จะทราบว่าทันทีที่ รูธ เบเดอร์ กินส์เบิร์ก ตุลาการศาลฎีกา สังกัดพรรคเดโมแครต ได้เสียชีวิตลง ทรัมป์ก็ได้เสนอชื่อ เอมี่ โคนีย์ แบร์เรต ผู้พิพากษาหญิงวัย 48 ปี ขึ้นมารับตำแหน่งแทนทันที อ้างว่าเป็นนักกฎหมายที่ฉลาดหลักแหลม และมีคุณสมบัติโด่นที่สุด

 

เรื่องนี้ทำให้ทรัมป์ถูกวิพากษ์วิจารณ์หนัก เพราะการเสนอชื่อบุคคลในตำแหน่งสำคัญ แถมเป็นตำแหน่งที่อยู่ตลอดชีวิตเช่นนี้ ไม่ใช่หน้าที่ของประธานาธิบดีที่กำลังจะหมดวาระ แต่ควรเป็นหน้าที่ของประธานาธิบดีคนใหม่มากกว่า

 

เมื่อนักข่าวถาม ทรัมป์ก็ตอบแบบแถๆ ว่าหากไม่รีบแต่งต้ัง เสียงของตุลาการศาลก็จะมีแค่ 8 เสียง ถ้าต้องตัดสินคดีสำคัญ (เช่นการไม่ยอมลงจากตำแหน่งประธานาธิบดีของเขา) ผลการตัดสินก็จะไม่เด็ดขาด เพราะเสียงอาจจะเท่ากัน คือ 4 ต่อ 4 

 

ประเด็นที่เห็นกันชัดเจนก็คือ แบร์เรต เป็นนักกฎหมายในสังกัดพรรครีพับลิกัน และมีแนวคิดแบบอนุรักษ์นิยม หากผ่านการพิจารณาจากรัฐสภาให้เข้าไปดำรงตำแหน่ง จะทำให้เสียงของคณะตุลาการศาลสูงเอนไปทางอนุรักษ์นิยมยิ่งกว่าเดิม (ข่าวบอกว่าจะอยู่ในสัดส่วน 6 ต่อ 3) ซึ่งแน่นอนว่าจะทำให้การต่อสู้ของฝ่ายเสรีนิยมอย่างพรรคเดโมแครต ในประเด็นสำคัญ เช่นปืน, ทำแท้ง, สิทธิของเพศที่สาม ฯลฯ เป็นไปอย่างยากลำบากขึ้น

 

แต่ประเด็นที่ทำให้คนส่วนใหญ่รับไม่ได้ที่สุดก็คือการที่ทรัมป์ปูทางเอาไว้ว่า เขาจะไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายน หากเขาเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ อ้างไว้ตั้งแต่ไก่โห่ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะมีการโกงอย่างมโหฬารผ่านการเลือกตั้งทางไปรษณีย์ โดยบอกชัดเจนว่าเขาจะให้ศาลสูงสุด เป็นผู้ตัดสินผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ครั้งนี้

 

เห็นภาพได้ค่อนข้างชัดทีเดียวว่าหากผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ครั้งนี้ โจ ไบเดน ของเดโมแครต ไม่สามารถเอาชนะด้วยคะแนนที่ขาดลอยแล้วละก็... โอกาสที่ชาวอเมริกันจะต้องเผชิญเคราะห์กรรมจากการได้ผู้นำที่ทั่วโลกเรียกกันว่า “คนบ้า” นั้น เป็นไปได้สูงทีเดียว

 

ดังนั้น กรรมาธิการยุติธรรมของรัฐสภา โดยเฉพาะฝ่ายเดโมแครต จึงเตรียมพร้อมในการ “ซักฟอก” เอมี โคนีย์ แบร์เรต กันอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะในประเด็นที่ทุกฝ่ายอยากถาม คือ ทรัมป์เสนอชื่อของเธอเข้ามาเพื่อ “ยกมือให้เขา” เป็นประธานาธิบดีต่อไปอีกสี่ปี ไม่ว่าผลการเลือกตั้งที่มาจากเสียงของประชาชนจะเป็นอย่างไร ใช่หรือไม่

 

แต่ตลอดสามวันของการให้ปากคำต่อหน้าคณะกรรมาธิการนั้น ผู้พิพากษา เอมี โคนีย์ แบร์เรต เลี่ยงที่จะตอบปัญหาสำคัญเหล่านี้ทุกประเด็น อ้างว่าต้องดูข้อมูลหลักฐานเป็นกรณีไป ตั้งแต่กฎหมายประกันสุขภาพถ้วนหน้าหรือโอบามาแคร์, การทำแท้ง และท่าทีต่อการไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งของทรัมป์ ที่อาจจะกลายเป็นหน้าที่ของศาลสูงสุดในการตัดสินหาข้อยุติ

 

คณะกรรมาธิการฯ ถาม แบร์เรตตรงๆ ว่า หากเกิดความขัดแย้งหลังการเลือกตั้ง และเรื่องถูกส่งมาให้ศาลฎีกาตัดสินจริงๆ... ด้วยความเป็น “เด็กปั้น” ของทรัมป์ เธอจะถอนตัวออกจากการพิจารณาคดีหรือไม่ 

 

เรื่องนี้เป็นประเด็นน่าสนใจ โดยซีเอ็นเอ็น ได้ทำโพลความเห็นคนอเมริกันเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม พบว่ากว่าครึ่งของชาวอเมริกัน (56 เปอร์เซ็นต์) เห็นว่าแบร์เรต ควรถอนตัวจากคดีระหว่างทรัมป์และไบเดน ที่เชื่อว่าเกิดขึ้นแน่ๆ หลังการเลือกตั้ง โดยมีเพียง 34 เปอร์เซ็นต์ ที่เห็นตรงข้าม 

 

โดย 82 เปอร์เซ็นต์ของสมาชิกพรรคเดโมแครต เห็นว่า ว่าที่ตุลาการศาลฎีกาคนใหม่ควรถอนตัว, ส่วนสมาชิกพรรครีพับลิกันที่เห็นเช่นนั้นมีแค่ 32 เปอร์เซ็นต์ ขณะผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่ไม่สังกัดพรรคใด เห็นว่า แบร์เรต ควรถอนตัวถึง 53 เปอร์เซ็นต์

 

ประเด็นนี้ แบร์เรตตอบแบบเลี่ยงๆ ว่า เธอจะใช้กฎหมายว่าด้วยการถอนตัว (จากการเป็นคณะผู้พิพาษาในคดีต่างๆ) อย่างซื่อตรง และจะใช้การทำงานของผู้พิพากษาคนอื่นๆ มาประกอบการพิจารณาว่าสมควรที่เธอจะต้องถอนตัวหรือไม่

 

“แต่ดิฉันไม่สามารถให้ข้อสรุปอย่างเป็นทางการได้ในเวลานี้ ว่าผลการตัดสินใจของดิฉัน จะเป็นอย่างไร”

 

โดย แบร์เรตใช้คำตอบลักษณะนี้ กับคำถามสำคัญของคณะกรรมาธิการแทบทุกคำถาม ไม่ว่าจะเป็นการยกเลิกโอบามาแคร์, การทำแท้ง, อาวุธปืน ฯลฯ ซึ่งล้วนแต่เป็น “ประเด็นปะทะ” ของสองพรรคการเมืองใหญ่ของอเมริกาทั้งสิ้น

 

รวมถึงคำถามสำคัญเกี่ยวกับ “หนี้สิน” กว่าสี่ร้อยล้านดอลลาร์ของทรัมป์ ที่จนป่านนี้ยังไม่มีการเปิดเผยว่า ผู้นำสหรัฐฯ ไปกู้ยืมเงินของใครมามากมายขนาดนั้น และหนี้สินที่ชดใช้จนตายก็ไม่หมดก้อนนี้ ได้กลายเป็นอำนาจต่อรอง ทำให้ทรัมป์กลายเป็น “เครื่องมือ” อะไรของใครหรือไม่ในช่วงสี่ปีที่ผ่านมา

 

คณะกรรมาธิการถามความเห็นของ เอมี โคนีย์ แบร์เรต ว่าประธานาธิบดีทรัมป์ สามารถ “ละเว้นตัวเอง” (pardon himself) ในการชี้แจงถึงที่มาของหนี้สินก้อนโตต่อรัฐสภา ได้หรือไม่

 

“นั่นเป็นคำถามทางกฎหมาย เป็นคำถามเกี่ยวกับข้อกำหนดในรัฐธรรมนูญ และเป็นพันธะของดิฉันในการไม่พูดเป็นนัย, ยกตัวอย่าง หรือทำนายล่วงหน้าว่าดิฉันจะพิจารณาเรื่องนี้อย่างไร มันคือคำถามที่ดิฉันไม่สามารถตอบได้” ว่าที่อัยการศาลฎีกาตอบ

 

เรื่องหนี้สินก้อนโต ที่ทรัมป์ใช้เป็นข้ออ้างในการไม่เสียภาษีให้กับรัฐบาลกลางมานานกว่าสิบปีนั้น เชื่อว่าจะกลายเป็น “หอกข้างแคร่” ของทรัมป์ต่อไปอีกยาวนาน ไม่ว่าจะดื้อด้านอยู่ในตำแหน่งอีกสี่ปีสำเร็จหรือไม่ เพราะมีข้อสันนิษฐานที่น่าฟังว่า สาเหตุที่ทรัมป์ ทำตัวเป็นลูกไล่ของ วลาดิมีร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย จนผิดสังเกตุตลอดสี่ปีที่ผ่านมานั้น เป็นเพราะเจ้าหนี้รายใหญ่ของเขาคือ ปูติน นั่นเอง

 

ตัวอย่างที่สนับสนุนข้อสันนิษฐานนี้ ก็เช่นการที่ทรัมป์พยายามบ่อนทำลายองค์การนาโต โดยเรียกร้องให้ประเทศสมาชิกในยุโรปจ่ายเงินให้ทหารอเมริกัน ที่ประจำการในยุโรปเพิ่มมากขึ้น โดยขู่ว่าจะถอนตัวออกจากองค์การนาโต และเรื่องการแทรกแซงการเลือกตั้งของสหรัฐอเมริกาจากรัสเซีย ทั้งที่ประธานาธิบดีทรัมป์ได้รับทราบจากหน่วยข่าวกรองของสหรัฐฯ ทุกหน่วยว่ารัสเซียทำการแทรกแซงการเลือกตั้งของสหรัฐจริง รวมทั้งการไม่สนใจการผนวกรวมไครเมียของประเทศยูเครนโดยรัสเซีย ฯลฯ ซึ่งประธานาธิบดีทรัมป์เพียงแต่บอกว่าเขาชอบปูติน และปูตินก็ชอบเขา จึงเป็นที่น่าสงสัยยิ่ง

 

ล่าสุดคือเรื่องที่ทรัมป์เพิกเฉย หลังทราบรายงานของหน่วยงานข่าวกรองว่ารัสเซีย อยู่เบื้องหลังการตั้งค่าหัวทหารสหรัฐฯ ในอาฟกานิสถาน ซึ่งทำให้ ลัดดา แทมมี่ ดัคเวิร์ธ วุฒิสมาชิกเลือดไทย ต้องโลดแล่นออกมาเป็นหัวหอกเรียกร้องให้ทรัมป์อธิบายเรื่องนี้ และทำให้เธอกลายเป็นเป้าสายตา ขนาดถูกมองว่าอาจถูกเลือกเป็นวีพี ของไบเดน ในการเลือกตั้งครั้งนี้ด้วย...

 

มาถึงบทสรุปของเรื่องนี้...

 

จากการประเมินสถานการณ์ของเราตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา เราเชื่อว่าผลการเลือกตั้งในวันที่ 3 พฤศจิกายน จะปรากฎออกมาดังที่ทุกฝ่ายคาด นั่นคือ อดีตรองประธานาธิบดี โจ ไบเดน จะเอาชนะทรัมป์ ไปได้แบบขาดลอย

 

และความพ่ายแพ้ของทรัมป์ดังกล่าวนั้น มีความเป็นไปได้สูงว่าจะทำให้เกิดความวุ่นวายถึงขั้น “นองเลือด” จากกลุ่มพลังขาวทุกกลุ่ม ที่ออกมา “เตรียมพร้อม” ตามที่รับปากเอาไว้กับทรัมป์ เมื่อคราวดีเบทครั้งแรก  

 

อย่าลืมว่าแค่ทรัมป์ส่งสัญญาณผ่านทวิตเตอร์ โจมตีผู้ว่าการรัฐมิชิแกน เพราะไม่พอใจนโยบายล็อคดาวน์ ป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งทรัมป์มองว่าเป็นการทำลายระบบเศรษฐกิจ ก็เป็นเหตุให้สาวกกลุ่มพลังขาวเตรียมแผนลักพาตัวกันเป็นการใหญ่ เคราะห์ดีที่แผนรั่วถึงหูเจ้าหน้าที่ จนเกิดการจับกุมแบบยกแก๊งเสียก่อน จนกลายเป็นข่าวใหญ่ (ที่ถูกกลบโดยข่าวที่ใหญ่กว่าจากเมืองไทย) ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

 

นึกภาพออกเลยว่า หากทรัมป์แพ้แบบหมดรูป แล้วทวิตข้อความระดมพล อ้างว่าถูกโกงเลือกตั้ง... กลุ่มผิวขาวหัวรุนแรง ซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธก็คงจะออกมาเพ่นพ่านก่อความไม่สงบกันเป็นขนานใหญ่แน่ๆ 

 

โจ ไบเดน บอกผ่านไปยังวุฒิสภาสหรัฐฯ ซึ่งเสียงข้างมากเป็นของรีพับลิกัน ให้คำนึงถึงถึงความถูกต้องเป็นหลัก เพราะการเดินหน้ารับรอง เอมี โคนีย์ แบร์เรต เป็นหนึ่งในคณะตุลาการศาลฎีกาในช่วงนี้ คือการ “ก้าวเข้าสู่ปากเหวที่ไม่สามารถเดินถอยกลับได้ และเป็นการหักหลังต่อคุณลักษณ์หนึ่งเดียวของความเป็นชาวอเมริกัน ซึ่งก็คือ การที่ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจ”

 

อดีตรองประธานาธิบดีในสมัย บารัก โอบาม่า บอกด้วยว่า หากตนได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ สิ่งแรกที่จะทำคือการใช้อำนาจถอดถอน แบร์แรต และเริ่มต้นกระบวนการสรรหาใหม่ทันที

 

ความหวังอันริบหรี่ของอเมริกาในขณะนี้มีอยู่สองทาง หนึ่งคือรัฐสภาเห็นแก่ผลประโยชน์ของประเทศและประชาชน เหนือผลประโยชน์ของพรรคตัวเอง จึงประวิงเวลาพิจารณารับรอง เอมี โคนีย์ แบร์เรต ไปจนหลังการเลือกตั้ง

 

และสองคือคุณธรรมในตัวของผู้พิพากษา เอมี โคนีย์ แบร์เรต เอง ที่เมื่อเข้าไปนั่งบัลลังก์แล้วจะทำหน้าที่อย่างซื่อตรง และเห็นถึงผลประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ

 

ประเทศอเมริกาจะหลีกเลี่ยงความวุ่นวายหลังการเลือกตั้งได้ก็ต่อเมื่อผลการเลือกตั้งปรากฎออกมาแบบชัดเจนว่าไบเดนชนะขาด ขาดแบบที่โพลทุกโผบอกเหมือนๆ กันในเวลานี้

 

ได้แต่หวังว่าชาวอเมริกันทุกเชื้อสาย จะใช้สติปัญญา และศีลธรรมจรรยาที่มีอยู่ในตัวเอง มาร่วมพิจารณาเลือกประธานาธิบดีครั้งนี้ให้มากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา...เพราะแต้มเดิมพันของการตัดสินใจคราวนี้ มันสูงเกินไปจริงๆ...

.
.

.
.