บทความหน้าสาม  :  ดีเบตรองประธานาธิบดี “แฮร์ริส-เพนซ์”


บทความหน้าสาม  :  ดีเบตรองประธานาธิบดี “แฮร์ริส-เพนซ์”

โดย : ภาณุพล รักแต่งาม 

 

การดีเบต ระหว่าง ไมค์ เพนซ์ ผู้สมัครชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดีจากพรรครีพับลิกัน และคามาลา แฮร์ริส คู่ชิงจากพรรคเดโมแครต ผ่านพ้นไปแล้วเมื่อค่ำวันพุธที่ 7 ตุลาคม 2020

 

แม้ผู้ดำเนินการดีเบท คือ ซูซาน เพจ ผู้สื่อข่าวอาวุโสของ ยูเอสเอทูเดย์ ต้องตักเตือนเรื่องการพูดแทรก และการรักษาเวลาอยู่เป็นระยะก็ตาม แต่โดยภาพรวมแล้ว การดีเบทของ ไมค์ เพนซ์ และ คามาลา แฮร์ริส ถือเป็นการดีเบตที่ “เรียบร้อย” มาก หากเทียบกับการดีเบทรอบแรกของสองผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ด้วย “มารยาท” ของสองผู้ดีเบท ที่สูงส่งกว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แบบฟ้ากับเหว

 

การดีเบทครั้งนี้ ถือว่าวางรูปและวิธีการได้รัดกุม ไม่มีการเปิดเผยล่วงหน้าว่าจะมีการตั้งประเด็นอะไรให้ทั้งสองฝ่ายประชันวิสัยทัศน์กัน แถมในแต่ละประเด็น ยังเป็นการตั้งคำถามที่ต่างกัน ป้อนให้กับแต่ละฝ่ายตอบภายในเวลาที่ค่อนข้างจำกัด ถือว่าเป็นการป้องกันการโจมตีและกล่าวหากันแบบ “สบายใจเฉิบ” เหมือนการดีเบทของทรัมป์ และโจ ไบเดน เมื่อสัปดาห์ที่แล้วอย่างได้ผล

 

ยกตัวอย่างคำถามของ ซูซาน เพจ ถึง ไมค์ เพนซ์ ที่เชื่อว่าน่าจะเรียกเสียงฮือฮาได้อักโข เช่น “คุณจะคาดหวังให้ชาวอเมริกันปฏิบัติตามข้อแนะนำเรื่องการป้องกันโควิด-19 ได้อย่างไร ในเมื่อไม่มีการปฏิบัติในทำเนียบขาวเลย”

 

ไมค์ เพนซ์ ตอบแบบนิ่งๆ ว่าทรัมป์และตนให้เกียรติกับประชาชนในเรื่องนี้ แทนการบีบบังคับ จึงโดนสวนกลับโดยนางแฮร์ริสว่า หากทรัมป์ ไม่ปิดบังข้อมูลที่ตนเองทราบล่วงหน้าถึงอันตรายของโควิด-19 ประชาชนที่มีข้อมูลถูกต้อง ก็คงจะปฏิบัติตามคำแนะนำในการป้องกันตัวเองและครอบครัวให้รอดพ้นจากอันตรายได้ดีขึ้น ฯลฯ 

 

สรุปแล้ว ประเด็นที่มีการชูขึ้นมาให้ทั้งสองฝ่ายแสดงวิสัยทัศน์กันก็เช่นวิกฤตโควิด-19, สงครามการค้า, ปัญหาโลกร้อน, การแต่งตั้งผู้พิพากษาศาลฏีกา ฯลฯ

 

:-วิกฤตโควิด-19

 

ผู้ดำเนินรายการตั้งคำถามกับนางแฮร์ริสว่า หากเป็นฝ่ายได้รับเลือก เธอและไบเดน จะใช้มาตรการล็อกดาวน์ครั้งใหม่เพื่อปิดธุรกิจและโรงเรียน รวมทั้งออกคำสั่งให้ประชาชนสวมหน้ากากหรือไม่

 

นางแฮร์ริสตอบคำถามดังกล่าวด้วยการโยงถึงประชาชนกว่า 210,000 คนที่เสียชีวิตจากโรคโควิด-19, ผู้ติดเชื้อกว่า 4 ล้านราย และประชาชนตกงานกว่าหลายล้านคน ในจังหวะนี้ นางแฮร์ริสได้หันไปมองกล้องโทรทัศน์ ก่อนที่จะกล่าวกับบรรดาผู้ที่กำลังชมการถ่ายทอดสดทั่วโลกว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และรองประธานาธิบดีไมค์ เพนซ์ รู้ปัญหานี้เป็นอย่างดี แต่กลับไม่ทำอะไรเลย

 

"พวกเขารู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น แต่พวกเขาไม่ได้บอกพวกท่าน ท่านลองนึกภาพดูว่า หากท่านรู้ตั้งแต่วันที่ 28 ม.ค. แทนที่จะเพิ่งรู้เมื่อวันที่ 13 มี.ค. ท่านก็คงจะเตรียมตัวทัน ... ชาวอเมริกันได้ร่วมกันเป็นพยานถึงความล้มเหลวครั้งยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ชาติของเรา" นางแฮร์ริสกล่าวโดยหันไปมองกล้องโทรทัศน์เพื่อพูดกับผู้ที่กำลังรับชมการถ่ายทอดสด

 

คำถามต่อๆ มาในประเด็นนี้ พุ่งไปที่วัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 ซึ่งนางแฮร์ริสตอบตรงไปตรงมาว่า หากเป็นวัคซีนที่ได้รับคำแนะนำจาก ดร.แอนโทนี เฟาชี หรือผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ว่าสมควรฉีด เธอก็จะไปเข้าแถวคนแรก แต่ถ้าเป็นวัคซีนที่ทรัมป์ออกมารับรองเอง เธอจะไม่ยอมฉีดเด็ดขาด

 

ประเด็นนี้ เป็นประเด็นที่ ไมค์ เพนซ์ อดไม่ได้ และพูดแทรกขึ้นมาว่าคำกล่าวของ นางแฮร์ณิส คือการ บั่นทอนความเชื่อมั่นในวัคซีน  ถือเป็นการกระทำที่ไม่อาจยอมรับได้  ซึ่งทำให้นางแฮร์ริสมีท่าทีไม่พอใจและพูดด้วยน้ำเสียงเย็นๆ ว่า "ท่านรองประธานาธิบดี ดิฉันกำลังพูดอยู่ค่ะ”

 

ก่อนจะหยุดพูด ไมค์ เพนซ์ ได้ใช้วาทะเด็ดโจมตีนางแฮร์ริส ว่า “หยุดเล่นการเมืองกับชีวิตประชาชน" ซึ่งเป็นคำกล่าวหาที่ทรัมป์ ได้รับมาตลอดเวลาสี่ปีที่เขาอยู่ในตำแหน่ง

 

นายเพนซ์ยังกล่าวด้วยว่า แผนการรับมือไวรัสโควิด-19 ของนางแฮร์ริสและนายโจ ไบเดนนั้น “ลอก” มาจากแนวทางที่คณะบริหารของทรัมป์ 

 

:-สงครามการค้า

 

ผู้ดำเนินรายการขอให้นางแฮร์ริส และนายเพนซ์ แสดงความเห็นเกี่ยวกับสงครามการค้า ซึ่งในโอกาสนี้ นางแฮร์ริสได้กล่าวโจมตีนายเพนซ์ และคณะบริหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ว่า "ก่อนหน้านี้ รองปธน.เพนซ์กล่าวว่า ปธน.ทรัมป์ได้รับชัยชนะในการทำสงครามการค้ากับจีน แต่ดิฉันขอยืนยันว่า ท่านพ่ายแพ้ในสงครามการค้า ท่านแพ้แล้ว การที่ดิฉันสรุปเช่นนี้ได้ก็เพราะว่า การทำสงครามการค้ากับจีน ส่งผลให้เราสูญเสียตำแหน่งงานในภาคอุตสาหกรรมเป็นจำนวนมากถึง 300,000 ตำแหน่ง"

 

นางแฮร์ริสยังกล่าวด้วยว่า เกษตรกรเผชิญกับการล้มละลายมากขึ้นในช่วงหลายปีทีผ่านมา และการจ้างงานในภาคการผลิตก็ทรุดตัวลงอย่างมาก

จังหวะนี้เอง นายเพนซ์ได้โต้ตอบกลับมาว่า "พ่ายแพ้ในสงครามการค้ากับจีนอย่างนั้นหรือ? โจ ไบเดน ไม่เคยต่อสู้อะไรด้วยซ้ำ"

"โจ ไบเดน เป็นเชียร์ลีดเดอร์ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนมาหลายสิบปีแล้ว และคุณ วุฒิสมาชิกแฮร์ริส คุณพูดบนความคิดเห็นส่วนตัว แต่ไม่ได้พูดบนข้อมูลความจริงที่คุณเองก็มี" นายเพนซ์กล่าว

 

:-ประเด็นโลกร้อน

 

นายเพนซ์ไม่เห็นด้วยกับการที่นางแฮร์ริสมองว่า วิกฤตโลกร้อนเป็นภัยคุกคามต่อชีวิตของประชาชน โดยเขากล่าวว่า "ภาวะโลกร้อนกำลังจะเปลี่ยนแปลงไป และเราจะดำเนินการตามคำแนะนำทางวิทยาศาสตร์"

 

“คุณจะเห็นได้ว่าทุกวันนี้ พายุเฮอร์ริเคน ไม่ได้มีจำนวนแตกต่างกับเมื่อร้อยปีที่แล้ว นักเฝ้าระวังภาวะโลกร้อนจำนวนมากมักจะใช้พายุเฮอร์ริเคนและไฟป่าเป็นข้ออ้างในการขายข้อตกลง 'Green New Deal' เท่านั้น” 

 

ส่วนประเด็นไฟป่า โดยเฉพาะในรัฐแคลิฟอร์เนียที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกปีนั้น นายเพนซ์กล่าวว่าตนเห็นเหมือนกับประธานาธิบดีทรัมป์ ว่าเป็นเรื่องของการบริหารจัดการทรัพยากรป่าแบบผิดพลาดมากกว่า โดยอ้างว่าแม้แต่ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย เกวิน นิวซัม ซึ่งเป็นคนของเดโมแครต ก็ยอมรับในเรื่องนี้

 

ขณะที่นางแฮร์ริสกล่าวว่า นายไบเดนไม่ได้สนับสนุน Green New Deal ซึ่งเป็นข้อเสนอที่มุ่งเน้นเรื่องพลังงานสะอาดและมีเป้าหมายที่จะรับมือกับภาวะโลกร้อน แต่ไบเดนเป็นผู้เสนอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจซึ่งจะอัดฉีดเงินหลายแสนล้านดอลลาร์เพื่อสร้างงานในธุรกิจพลังงานสะอาด

 

"ใครกันแน่ที่เตรียมจะเป็นผู้นำประเทศของเราในอีก 4 ปีข้างหน้าเพื่อจัดการกับภัยที่จะคุกคามชีวิตของประชาชน ไบเดนพูดถึงเรื่องนี้ว่า เรากำลังจะลงทุนในพลังงานทดแทน ซึ่งจะทำให้มีการจ้างงานหลายล้านตำแหน่ง เราจะบรรลุเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ภายในปี 2593 ไบเดนมีแผนที่จะทำเช่นนี้ และไบเดนจะกลับเข้าร่วมในความตกลงปารีสว่าด้วยการลดโลกร้อน ซึ่งเป็นความตกลงที่ปธน.ทรัมป์สั่งให้สหรัฐถอนตัวออกมา" นางแฮร์ริสกล่าว

 

:-ประเด็นแต่งตั้งผู้พิพากษาศาลฎีกา

 

นายเพนซ์กล่าวว่า ชาวอเมริกันมีสิทธิ์จะได้รับคำตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า คณะบริหารของนายไบเดนจะเพิ่มจำนวนผู้พิพากษาศาลฎีกาใช่หรือไม่ หากคณะบริหารของปธน.ทรัมป์ผลักดันการเสนอชื่อ เอมี โคนีย์ แบร์เรตต์ เป็นผู้พิพากษาศาลฎีกาสหรัฐ แทนนางรูธ เบเดอร์ กินสเบิร์ก ผู้ล่วงลับ

 

นางแฮร์ริสบ่ายเบี่ยงที่จะตอบคำถามดังกล่าว แต่บอกเป็นนัยว่า การแต่งตั้งผู้พิพากษาศาลฎีกา ซึ่งเป็นตำแหน่งสำคัญที่ต้องอยู่ในตำแหน่งไปจนตลอดชีวิต ควรได้รับการเห็นชอบจากประชาชน และหากประชาชนเลือกนายไบเดนและตนเอง ก็เท่ากับว่าประชาชนไม่เห็นด้วยกับทรัมป์ ในการ (เร่งรีบ) แต่งตั้งบุคคลเข้ารับตำแหน่งสำคัญ ทั้งที่กำลังจะหมดวาระลงเช่นนี้

 

นายเพนซ์จึงกล่าวต่อไปว่า "นี่เป็นกรณีคลาสสิก หากคุณไม่สามารถชนะด้วยกฎเกณฑ์ คุณก็จะเปลี่ยนกฎเกณฑ์”

 

เมื่อเสร็จสิ้นการดีเบท ที่กินเวลาประมาณ 90 นาทีแล้ว เราสามารถสรุปเบื้องต้นได้ทันทีว่าทั้งสองฝ่ายต่าง “กินกันไม่ลง” ทั้งคามาลา แฮร์ริส ที่ใช้ความเก๋าในฐานะอดีตอัยการของรัฐแคลิฟอร์เนีย ซักค้านและชี้แจงในแต่ละประเด็นได้ฉะฉาน และรองประธานาธิบดี ไมค์ เพนซ์ ที่ไม่ยอมเป็นฝ่ายถูกต้อน ทั้งที่แต่ละประเด็นที่ถูกยกมาให้ถกกันนั้น ล้วนแล้วแต่ถูกมองว่าเป็น “ความล้มเหลว” ของทรัมป์และคณะทำงานของเขาทั้งสิ้น แถมยังแสดงลีลาพลิกกลับและไล่ต้อนนางแฮร์ริสได้ในหลายๆ ประเด็น เช่นประเด็นการแต่งตั้งผู้พิพากษาศาลฏีกา เป็นต้น...

 

ทั้งนี้ การดีเบตระหว่างผู้ท้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจากพรรคเดโมแครตและรีพับลิกันจัดขึ้นที่มหาวิทยาลัยยูทาห์ เมืองซอลต์เลกซิตี้ รัฐยูทาห์ และเป็นการดีเบตเพียงรอบเดียว ในขณะที่การดีเบตระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ตัวแทนจากพรรครีพับลิกัน และนายโจ ไบเดน ตัวแทนจากพรรคเดโมแครต จะจัดขึ้นทั้งหมด 3 รอบซึ่งรอบแรกได้ปิดฉากไปแล้วเมื่อวันที่ 30 กันยายน ที่ผ่านมา

 

หลังจากการดีเบทของสองผู้สมัครในตำแหน่งรองประธานาธิบดี เสร็จสิ้นไปไม่กี่ชั่วโมง ซีเอ็นเอ็น ก็นำเสนอผลสำรวจความเห็นของประชาชนที่รับชมการดีเบตครั้งนี้ โดยบอกว่าผู้รับชมการดีเบตส่วนใหญ่ คือ 59% มองว่า คามาลา แฮร์ริส อภิปรายได้ดีกว่า โดยมีเพียง 38% เท่านั้นที่มองว่า นายเพนซ์ทำได้ดีกว่า

 

โดยผลสำรวจจากการสัมภาษณ์ประชาชนก่อนการดีเบตนั้นพบว่า 56% มีมุมมองที่ดีต่อนางแฮร์ริส และเมื่อจบการดีเบตคะแนนนิยมของนางแฮร์ริส เพิ่มขึ้นเป็น 63% ขณะที่คะแนนนิยมของนายเพนซ์ยังคงอยู่ที่ 41% ทั้งก่อนและหลังการดีเบต

 

ทั้งนี้ ผลสำรวจหลังการดีเบตดังกล่าวจัดทำโดย SSRS ผ่านการสัมภาษณ์ผู้ชมทางโทรศัพท์ และรวมถึงการสัมภาษณ์ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งจำนวน 609 คนที่รับชมการดีเบตครั้งนี้ โดยผลการสำรวจอาจมีความคลาดเคลื่อนบวกลบราว 5.3%.

.
.