เมื่อกลุ่มเหยียดผิว ขานรับ “ทรัมป์” พร้อมลุยหลังศึกเลือกตั้ง


เมื่อกลุ่มเหยียดผิว ขานรับ “ทรัมป์” พร้อมลุยหลังศึกเลือกตั้ง

โดย : ภาณุพล รักแต่งาม

 

ในการดีเบทรอบแรกของสองผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ เมื่อเย็นวันอังคารที่ 29 กันยายน นั้น โดนัลด์ ทรัมป์ ได้แสดง “ธาตุแท้” ของเขาออกมาให้กับผู้คนที่ติดตามชมจากทั่วโลกได้เห็นแบบชัดเจนประการหนึ่ง 

 

นั่นคือการแสดงให้เห็นว่าเขายังต้องการกำลังของกลุ่มเหยียดผิวที่อยู่มากมายหลายกลุ่มในอเมริกา ทั้งในฐานะฐานเสียง และในฐานะ “กองกำลัง” ส่วนตัวของเขา

 

เพราะถึงแม้ทรัมป์จะไม่เคย “ตำหนิ” หรือ “ห้ามปราม” พฤติกรรมละเมิดสิทธิมนุษย์ชนสารพัดอย่างของคนกลุ่มนี้ แถมบางครั้งยังยกย่องว่าเป็น “คนดี” หรือ “รีทวีต” ข้อความรุนแรงต่อคนผิวสีของคนกลุ่มนี้ก็ตาม แต่ทรัมป์ก็ไม่เคยพูดจาในลักษณะ “ชี้นำ” หรือแสดงตัวในลักษณะของ “ผู้นำกลุ่ม” อย่างชัดเจนเช่นนี้มาก่อน

 

โดยระหว่างการดีเบทรอบแรกของเขากับ โจ ไบเดน เมื่อวันอังคารที่ 29 กันยายน ณ เวทีดีเบตในเมืองคลีฟแลนด์ รัฐโอไฮโอ ผู้เนินรายการ คือคริส วอลเลซ เปิดโอกาสให้ทรัมป์ได้ “ประณาม-สาปส่ง” กลุ่มหัวรุนแรงในสหรัฐฯ ซึ่งทรัมป์ก็พยายามเลี่ยงประเด็นไปมา จนที่สุดก็จนมุม และถามผู้ดำเนินรายการกลับว่า จะให้ประณามใคร บอกชื่อมา...

 

ชื่อของกลุ่มเหยียดผิว “พราวด์ บอยส์” จึงถูกหยิบยกขึ้นมา ในฐานะตัวแทนของกลุ่มพลังขาวหัวรุนแรง ที่ยังคงเคลื่อนไหวสร้างปัญหาอยู่ในอเมริกา

 

ทรัมป์ไม่ได้ประณามกลุ่มนี้ แต่ใช้คำเน้นๆ ว่า “Proud Boys, Stand back, Stand by”

 

แปลเป็นภาษาไทยให้ตรงที่สุดคือ “พราวด์ บอย, หยุดรอ และเตรียมพร้อมเอาไว้”

 

‘พราวด์ บอยส์’ คือกลุ่มคนผิวขาวหัวเอียงขวา ที่มีการรวมตัวกันเป็นกลุ่มเล็กๆ ในเกือบทุกรัฐของอเมริกา เป็นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์รุนแรงกับคนผิวดำมากมาย โดยเฉพาะเหตุการณ์ปะทะกับกลุ่มผู้ประท้วงความเท่าเทียมทางสีผิว ที่ปะทุหนักในอเมริกาหลังจากการเสียชีวิตแบบทารุณของ จอร์จ ฟลอยด์

 

 

ประวัติของสมาชิกและอดีตสมาชิกของ ‘พราวด์ บอยส์’ แสดงให้เห็นถึงเครือข่ายกลุ่มขวาจัดหัวรุนแรง เช่น กลุ่มนีโอนาซี กลุ่มติดอาวุธต่อต้านรัฐบาล รวมถึงกลุ่ม คูคลักซ์แคลน ที่เคยปฏิบัติต่อคนผิวดำอย่างโหดร้ายทารุณ อีกทั้งยังเป็นกลุ่มที่ก่อเหตุปะทะที่รุนเเรงกับกลุ่มเรียกร้องความเท่าเทียมทางสีผิว ที่พอร์ตแลนด์ รัฐโอเรกอน และเมืองอื่นๆ ด้วย

 

คำกล่าวของทรัมป์ประโยคดังกล่าว สร้างความ “ตะลึงพรึงเพริศ” ให้กับชาวอเมริกันจำนวนมาก เพราะส่วนใหญ่พอเข้าใจได้ว่าทรัมป์สั่งการให้กองกำลังเหยียดผิวติดอาวุธ “เตรียมพร้อม” จะทำอะไร

 

เรื่องออกมาเลือกเขากลับเข้าไปอยู่ในทำเนียบขาว ในวันที่ 3 พฤศจิกายนนั้น ถือว่ารับได้

 

แต่นัยยะแฝงเร้น ถูกมองต่อไปถึงการเตรียมพร้อม หากผลการเลือกตั้งไม่เป็นไปอย่างที่เขาต้องการด้วยหรือเปล่า

 

เพราะก่อนหน้านั้น ทรัมป์ไม่ยอมรับปากว่าเขาจะยอมรับผลการเลือกตั้ง หากเขาเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ และปฏิเสธที่จะรับปากเรื่องการส่งต่ออำนาจ ว่าจะเป็นไปอย่างสันติด้วย

 

เรื่องนี้จึงสร้างกังวลใจให้กับหลายฝ่าย ที่เชื่อมั่นว่าทรัมป์จะต้องพ่ายการเลือกตั้งเดือนพฤศจิกายน อย่างแน่นอน

 

การที่ชื่อของกลุ่ม ‘พราวด์ บอยส์’ ถูกกล่าวถึงบนเวทีดีเบท ซึ่งเป็นเวทีระดับประเทศ แถมเป็นการบอกกล่าวจากผู้นำสูงสุดของประเทศว่าให้พวกเขา “เตรียมพร้อม” ย่อมทำให้สมาชิกในกลุ่ม ‘พราวด์ บอยส์’ รู้สึกฮึกเหิม

 

เชื่อว่าความรู้สึกเช่นนี้ คงจะส่งต่อไปถึงกลุ่มเหยียดผิวทุกกลุ่มในอเมริกา ให้คึกคัก และพร้อมจะออกมาเคลื่อนไหวมากขึ้นด้วยเช่นกัน

 

สมาชิกระดับหัวหน้าของ พราวด์ บอยส์ ได้ใช้คำพูดของทรัมป์ที่ว่า “Proud Boys, Stand back, Stand by เป็นสโลแกนของกลุ่ม และนำออกเผยแพร่ทางโซเชียลมีเดียต่างๆ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

โจ บิกส์ หนึ่งในแกนนำกลุ่ม บอกผ่านไอจีของกลุ่มว่า “ทรัมป์ได้ส่งสัญญาณให้พวกเราออกมาเคลื่อนไหวแล้ว” และบอกด้วยว่าเขาดีใจอย่างที่สุด

 

เขาอ้างด้วยว่า ทันทีที่ผู้นำสูงสุดของประเทศ กล่าวถ้อยคำที่ถูกมองว่าเป็น “คำสั่งโดยตรง” ถึงองค์กรขวาสุดโต่งที่ชื่อพราวด์ บอยส์ แบบนี้ มีผลให้มีคนหนุ่มสาวจำนวนมาก แสดงเจตน์จำนงค์ขอสมัครเข้าเป็นสมาชิกกันอย่างคึกคัก

 

หลังจากที่ประกาศชัดเจนบนเวทีดีเบทไปเพียงหนึ่งวัน ทรัมป์ก็ตีหน้าซื่อปฏิเสธเรื่องนี้กับผู้สื่อข่าวตามสไตล์ของเขาทันที

 

เขาให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบขาวว่าไม่เคยได้ยินชื่อของกลุ่ม ‘พราวด์ บอยส์’ มาก่อน แล้วจะให้เขาประณามคนที่ไม่รู้จักได้อย่างไร

 

แต่เมื่อถูกนักข่าวถามจี้ถึงความเกี่ยวข้องของเขากับกลุ่มเหยียดผิว เช่นที่เห็นกันจะจะตลอดมา เขาก็เลี่ยงไปตอบว่า “ผมประณามแนวความคิดที่ควรถูกประณามทุกรูปแบบ”

 

โดยที่ผ่านมา รวมถึงระหว่างอยู่บนเวทีดีเบทที่เพิ่งผ่านไปด้วย ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวถึงความรุนเเรงที่เกิดขึ้นระหว่างสีผิวแบบถี่ๆ ในหลายเมืองว่าเป็นความผิดของกลุ่ม ‘แอนติฟา’ แทบทุกครั้ง ไม่เคยแม้แต่ครั้งเดียวที่ตำหนิพฤติกรรมของกลุ่มพลังขาว ที่ใส่หมวกแดง (เมก้า) พร้อมเสื้อยืดขาวปะสโลแกน “make america great again” ออกฟาดฟันกับกลุ่มผู้ประท้วง

 

บนเวทีดีเบท เมื่อไบเดน อ้างถึงรายงานจาก เอฟบีไอ ซึ่งเป็นองค์กรของรัฐบาลกลางเอง ว่ากลุ่มผิวขาวสุดโต่ง ที่นิยมความรุนเเรง คือภัยคุกคามในประเทศต่อความมั่นคงของชาติที่ใหญ่ที่สุด ไม่ใช่กลุ่ม แอนติฟา ที่ทรัมป์พยายามยัดเยียดปัญหาให้

 

ทรัมป์โต้กลับง่ายๆ ว่า “งั้น เอฟบีไอ ก็ผิด”

 

เราได้แต่หวังว่าการ “เปิดไต๋” ของทรัมป์ครั้งนี้ น่าจะทำให้กลุ่มคนที่ยังคงลังเลว่าจะตัดสินใจเลือกใครเป็นผู้นำของอเมริกา สามารถใช้ “คุณธรรม” ที่มีอยู่ในตัวมาช่วยพิจารณาตัวเลือกได้ง่ายขึ้น

 

เพราะจะว่าไป การเลือกตั้ง 3 พฤศจิกายน 2020 ไม่ได้เป็นแค่การเลือกผู้สมัครจากสองพรรคการเมืองเท่านั้น แต่มันคือการ “วัดใจ” คนอเมริกันทั้งประเทศ ว่ายังคงมีคุณธรรมประจำใจ ยังคงเคารพสิทธิมนุษย์ชน เคารพโอกาสและความเท่าเทียมทางสีผิว ที่เรียกรวมๆ ว่า “อเมริกันแวลลู่” เหมือนที่เป็นมากว่าสองร้อยปีหรือไม่...

.
.

.
.