กสญ. มังกร ประทุมแก้ว  กับภารกิจดูแลคนไทยยามวิกฤตโควิด-19


กสญ. มังกร ประทุมแก้ว  กับภารกิจดูแลคนไทยยามวิกฤตโควิด-19

โดย : ภาณุพล รักแต่งาม

 

กลางสัปดาห์ที่ผ่านมา กงสุลใหญ่ฯ มังกร ประทุมแก้ว เชิญสื่อมวลชนไทยในแอลเอ ส่วนหนึ่งไปพูดคุยเรื่องการเปิดประตูสถานกงสุลใหญ่ฯ เพื่อให้บริการพี่น้องประชาชนไทยอีกครั้ง หลังจากที่จำเป็นต้องปิดสำนักงานตามคำสั่ง “เซฟเฟอร์แอทโฮม” ของรัฐแคลิฟอร์เนียและลอส แอนเจลิส เคาน์ตี้ มาตั้งแต่เดือนมีนาคม

 

โดยการเปิดสำนักงานเพื่อให้บริการประชาชนดังกล่าวนี้ เน้นการให้บริการเกี่ยวกับหนังสือเดินทางอิเล็กทรอนิกส์ และบัตรประชาชนเป็นหลัก ส่วนการให้บริการด้านอื่นๆ นั้นยังคงเน้นการให้บริการผ่านระบบออนไลน์และไปรษณีย์ต่อไป อย่างน้อยก็อีกระยะ

 

โดยผู้ที่จะเดินทางมาใช้บริการที่สถานกงสุลใหญ่ฯ นั้น จะต้องนัดหมายล่วงหน้า (ผ่านเว็บไซต์ thaiconsulatela.org) และต้องปฏิบัติตามระเบียบต่างๆ อย่างเข้มงวด เช่นต้องผ่านการตรวจวัดอุณหภูมิ, ต้องสวมหน้ากากอนามัย, ต้องเว้นระยะห่าง, ไม่พาผู้ติดตามที่ไม่เกี่ยวข้องเข้ามาภายในสถานกงสุลใหญ่ฯ และที่สำคัญคือให้ “อัพโหลด” เอกสารประกอบต่างๆ ตามที่มีการระบุอย่างละเอียดเอาไว้บนเว็บไซต์ มาให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบล่วงหน้าด้วย

 

แถมด้วยการประชาสัมพันธ์การจัดกงสุลสัญจร ณ วัดป่าธรรมชาติ เมืองลาพวนเต้ ในวันที่ 19-20 กันยายน และที่วัดไทย ลอส แอนเจลิส ในวันที่ 26-27 กันยายน ด้วย (ตามรายละเอียดที่ระบุเอาไว้ที่หน้า 3 ส่วน 2 ของสยามทาวน์ยูเอส ฉบับนี้) 

 

 

โอกาสนี้ เรามีโอกาสสนทนากับกงสุลใหญ่ฯ มังกร ประทุมแก้ว เกี่ยวกับภารกิจต่างๆ ในช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่สถานกงสุลใหญ่ฯ จำเป็นต้อง “ปิดประตูทำงาน” แถมยังมี “งานงอก” ชิ้นใหญ่เกิดขึ้น นั่นคือการช่วยเหลือ “ส่งคนไทยกลับบ้าน” ในช่วงที่รัฐบาลไทยประกาศปิดน่านฟ้า...

 

เป็นภารกิจใหม่ ที่นำมาซึ่งเสียงชื่นชมและเสียงก่นด่าค่อนข้างหนาหู จากคนไทยจำนวนมากที่ตกค้างในอเมริกา ทั้งที่เป็นนักศึกษา นักท่องเที่ยว และคนไทยทั่วไปที่ประสงค์จะกลับเมืองไทยในช่วงที่ผ่านมา

 

โดยนับจากเดือนมีนาคม จนถึงขณะนี้ กงสุลใหญ่ฯ มังกร ประทุมแก้ว บอกว่ามีการช่วยเหลือคนไทยให้ได้เดินทางกลับแล้วกว่าหกพันคน

ถามถึงการจัดเที่ยวบินพิเศษสำหรับพาคนไทยกลับบ้าน ว่าเกิดขึ้นมาได้อย่างไร

 

“คือท่านทูตที่กรุงวอชิงตัน ดีซี (ธานี ทองภักดี) ท่านก็มองเห็นแล้วตั้งแต่เริ่มมีการระบาดตั้งแต่เดือนมกราคม ท่านก็รณรงค์ให้คนไทยลงทะเบียนเพื่อทำเป็นฐานข้อมูลสำหรับคนไทยที่ประสงค์จะเดินทางกลับไว้ก่อนแล้ว ตั้งแต่ยังไม่มีการปิดน่านฟ้า ดังนั้นทางรัฐบาลไทยปิดน่านฟ้า และอนุญาตเฉพาะเที่ยวบินที่จัดเป็นเที่ยวบินส่งกลับนี่ จากฐานข้อมูลที่พี่น้องคนไทยได้มาลงทะเบียนเอาไว้ มันก็เป็นตัวช่วยเพราะเรามีตัวเลขอยู่ในมือว่ามีพี่น้องคนไทยประสงค์จะเดินทางกลับแค่ไหน เราก็ไปขออนุญาตหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยว่ามีคนไทยในสหรัฐฯ ประสงค์จะเดินทางกลับเมืองไทยเป็นจำนวนเท่าไหร เมื่อได้โควต้าเหล่านั้นมา สถานทูตก็จะเป็นแกนหลักในการคุยกับสายการบิน ที่ยังบินออกจากสหรัฐฯ แล้วมีเที่ยวบินที่เข้าไปเมืองไทย เริ่มแรกมีแต่เที่ยวบินที่เดินทางผ่านเกาหลีใต้ประเทศเดียว สองสายการบิน ที่คนไทยสามารถเดินทางกลับได้ เพราะขณะนั้นจีนเองปิดประเทศ ไต้หวันไม่ให้คนเดินทางผ่าน ญี่ปุ่นก็ไม่ให้ชาวต่างชาติเข้าประเทศเลย”

 

นั่นคือสาเหตุหลักที่ทำให้ค่าโดยสารกลับประเทศไทยของเที่ยวบินส่งกลับในช่วงแรกนั้น สูงถึง 1,700-1,800 ดอลลาร์ หรือเกือบสี่เท่าของราคาปกติ จนกลายเป็นที่มาของข้อครหาว่าทางสถานทูตและสถานกงสุลใหญ่ฯ ได้รับผลประโยชน์จากการจัดเที่ยวบินส่งกลับเหล่านี้

 

“เราก็รับทราบมาตลอดนะครับ เกี่ยวกับที่ว่าสถานทูตหรือสถานกงสุลใหญ่ฯ มีผลประโยชน์เกี่ยวกับเรื่องขายตั๋วหรือเปล่า หรือไปฮั้วกับสายการบินอะไรหรือเปล่า อันนี้ก็ต้องเรียนทำความเข้าใจว่า เรื่องการซื้อขายตั๋วเราไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องเลย เพราะหลังจากที่เราพูดคุยตกลงกับสายการบินแล้ว ว่าเขาพร้อมจะจัดเที่ยวบินส่งกลับแล้วนี่ กระบวนการซื้อขายตั๋วนี่ เป็นเรื่องระหว่างผู้เดินทางกับสายการบินโดยตรงเลย 

 

 

 

 

ในประเด็นราคานี่ ทางสถานทูตที่ดีซี พยายามเจรจาต่อรองกับทางสายการบินนั้นๆ มาโดยตลอด และจริงๆ แล้วทางสถานทูตก็ไม่ได้มองข้ามเงื่อนไงอื่นนะครับ ทางสถานทูตเคยไปติดต่อสอบถามเกี่ยวกับการจัดชาร์เตอร์ไฟล์ท (เที่ยวบินเหมาลำ) แต่ชาร์เตอร์ไฟล์ท จะมีค่าใช้จ่ายต่อคนประมาณหนึ่งแสนกว่าๆ ก็ประมาณ 3,000 เหรียญ เพราะเขาต้องบินเครื่องเปล่ากลับมาจากเมืองไทย ชาร์เตอร์ไฟล์ทนี่ ว่าง่ายๆ ก็คือมันต้องจัดเที่ยวบินขึ้นมาใหม่ต่างหากเลย แต่เที่ยวบินที่เราจัดปัจจุบันนี้ มันเป็นเที่ยวบินที่พาณิชย์ที่เขาบินไปเกาหลี ไปญี่ปุ่น ไปไต้หวันหรือบินไปฮ่องกงอยู่แล้ว แล้วจากที่นั้นๆ เขาก็จะบินขนสินค้าเข้าไปเมืองไทยอยู่แล้ว สถานทูตก็จะเข้าไปคุยกับสายการบินว่า แทนที่จะขนแต่สินค้าเข้าไปนี่ เขาจัดที่นั่งส่วนหนึ่งเป็นเที่ยวบินส่งกลับได้ไหม เอาคนไทยที่ประสงค์จะเดินทางกลับ ที่ได้การอนุญาตแล้ว ทางสถานทูตจะเป็นคนขออนุญาตจากทางการไทยให้เอง สายการบินก็พร้อมจะดำเนินการในลักษณะอย่างนี้หรือเปล่า สายการบินไหนพร้อมเขาก็จะตอบรับกลับมา “

 

กงสุลใหญ่ฯ มังกร ประทุมแก้ว บอกว่าขณะนี้ ราคาค่าโดยสารของเที่ยวบินส่งกลับ เริ่มลดลงแล้ว เพราะมีสายการบินของหลายๆ ประเทศเปิดให้บริการมากขึ้น

 

“พอมีสายการบินอื่นเข้ามา การแข่งขันมันก็มีมากขึ้น ทางเลือกของพี่น้องก็เพิ่มมากขึ้น ค่าตั๋วก็ลดลด ตอนนี้อยู่ในระดับพันต้นๆ หรือบางสายการบินอาจจะต่ำกว่าพันด้วยครับ” 

 

โดยนอกจากคอยทำหน้าที่ติดต่อประสานงาน คอยอำนวยความสะดวก ให้คำแนะนำ และออกหนังสือรับรองการเดินทางกลับประเทศให้กับผู้ที่ประสงค์จะเดินทางกลับเมืองไทยแล้ว งานของสถานกงสุลใหญ่ ณ นครลอส แอนเจลิส ยังมีหน้าที่ปลีกย่อยมากกว่านั้น ในฐานะเป็นหน่วยราชการเจ้าของพื้นที่ ที่มีสนามบินนานาชาติลอส แอนเจลิส หับสำคัญของการเดินทางสู่เอเชีย ตั้งอยู่

 

“ตั้งแต่เดือนมีนาคม เมื่อมีเที่ยวบินส่งกลับเริ่มให้บริการ เราก็ไปอำนวยความสะดวกแก่คนไทยที่สนามบินทุกเที่ยวบินเลย เพราะมีอะไรเยอะแยะมากมายให้ต้องแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เราจัดเตรียมอาหารเล็กๆ น้อยๆ เครื่องดื่ม อุปกรณ์ป้องกันตัว พวกหน้ากาก เจลล้างมือ ถุงมือยางให้พี่น้องคนไทยที่จะเดินทางกลับได้มีอุปกรณ์ป้องกันตัว เพราะเราทราบถึงความเดือดร้อนของน้องๆ นักศึกษา ที่บินมาจากทั่วสหรัฐฯ ไม่ใช่เฉพาะในบริเวณนี้ แต่มาจากใจกลางประเทศ หรือมาจากนิวยอร์ก ฟลอริด้าก็มี บางคนไม่ได้รับประทานอาหารหรือดื่มน้ำเลยตั้งแต่ชั่วโมงแรกที่เดินทางออกจากที่ๆ ตัวเองพักอยู่ กว่าจะมาถึงสนามบินแอลเอเอ็กซ์ ก็หิว ที่นี่ก็ไม่มีร้านอาหารหรือเครื่องดื่มบริการเลย เราก็ทราบถึงความต้องการตรงจุดนี้ เป็นที่มาที่เราจัดอาหารเล็กๆ น้อยๆ ไว้ให้พี่ๆ น้องๆ ได้รองท้องกัน บางคนขอบคุณเรา บอกว่านี่เป็นน้ำหยดแรกที่เขาได้กินตลอดวัน ซึ่งเราก็ยังดำเนินการในลักษณะนี้อยู่จนถึงปัจจุบันครับ”

 

 

 

เวลาผ่านมานานถึงเจ็ดเดือน เรียนถามท่านมังกร ประทุมแก้วว่า ความต้องการเดินทางกลับประเทศไทยด้วยเที่ยวบินส่งกลับในระยะนี้ เร่ิมลดลงแล้วหรือไม่

 

“จริงๆ โดยตัวเลขยังสูงอยู่ ยังมีคนลงทะเบียนกลับเมืองไทยถึงปลายปีเกือบหมื่นคน แต่จากจำนวนที่ซื้อตั๋วและเดินทางกลับจริงนี่ ยังไม่สอดคล้องกับตัวเลขที่ลงทะเบียนเท่าไหร่ แตกต่างกันสัก 20 เปอร์เซ็นต์ต่อเดือน ก็เข้าใจได้นะครับว่าความต้องการมันอาจจะปรับเปลี่ยนไป พี่น้องบางคนอาจเปลี่ยนใจไม่เดินทางกลับไปแล้ว หรืออาจจะเปลี่ยนเวลา อาจจะรอดูสถานการณ์ แต่ก็ยังมีความต้องการที่จะเดินทางกลับครับ”

 

โดยกงสุลใหญ่ฯ บอกว่านอกจากคนไทยแล้ว ยังมีชาวต่างชาติที่อยู่ในกลุ่มที่ได้รับอนุญาตจากรัฐบาลไทยให้เดินทางเข้าประเทศ เข้ามาติดต่อสอบถาม และยื่นหลักฐานขอวีซ่าเข้าประเทศมากขึ้นด้วย

 

โดยชาวต่างชาติที่มีสิทธิ์เดินทางเข้าประเทศไทยนั้น มีหลายกลุ่ม เช่นผู้มีใบอนุญาตทำงาน มีครอบครัวเป็นคนไทย มีใบสำคัญถิ่นที่อยู่ เป็นนักเรียนนักศึกษา ตลอดจนผู้ที่มีความจำเป็นต้องเข้ามารักษาพยาบาล (แต่ไม่ใช่การรักษาโควิด-19) โดยก่อนเดินทางจะต้องลงทะเบียนเพื่อยื่นขอหนังสือรับรองการอนุญาตให้เข้าประเทศ (COE) จากสถานทูตหรือสถานกงสุลใหญ่, ขอวีซ่า โดยต้องแสดงหลักฐานการจองสถานที่กักตัว แสดงกรมธรรม์ประกันสุขภาพที่มีวงเงินค่ารักษาไม่น้อยกว่า 100,000 ดอลลาร์ครอบคลุมตลอดระยะเวลาที่พำนักในราชอาณาจักร อีกทั้งต้องมีหลักฐานรับรองว่าไม่มีเชื้อโควิด-19 ซึ่งออกไม่เกิน 72 ชั่วโมงก่อนเดินทาง ด้วย

 

โดยการตรวจเชื้อโควิดของชาวต่างชาติที่ว่านี้ กงสุลใหญ่ฯ บอกว่าต้องเป็นการตรวจแบบที่เรียกว่า Real-time PCR ซึ่งเป็นการตรวจจากน้ำลาย หรือสารคัดหลั่งจากโพรงจมูก เป็นวิธีที่องค์การอนามัยโลกแนะนำ ไม่ใช่การตรวจแบบ Rapid Test หรือการเจาะเลือดเพื่อตรวจหาภูมิคุ้มกัน ที่เห็นกันทั่วไป

 

อย่างไรก็ตาม กงสุลใหญ่ฯ มังกร ประทุมแก้ว บอกว่าปัจจุบันนี้ ลักษณะงานของสถานกงสุลใหญ่ฯ แอลเอ เริ่มปรับเปลี่ยนไปจากในช่วงที่เกิดการระบาดของ โควิด-19 ใหม่ๆ อีกครั้ง

 

“ตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงกรกฎาคมนี่ ภารกิจหลัก 80-85 เปอร์เซ็นต์ของเรา ดูจากโทรศัพท์ การตอบคำถามบนเฟสบุ๊ก ตอบคำถามผ่านอีเมล์นี่ จะหนักไปเกี่ยวกับเรื่องเที่ยวบินส่งกลับ แต่ตอนนี้สถานการณ์ปรับมาอีกนิด คนสอบถามเรื่องเที่ยวบินส่งกลับน้อยลง ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าคนไทยไม่อยากเดินทางกลับนะ แต่ผมเชื่อว่าพ่อแม่พี่น้องคงได้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับเรื่องนี้กันพอสมควรแล้ว จึงลดปริมาณคำถามลง แต่คำถามที่เพิ่มมากขึ้นกลับเป็นการขอรับบริการของคนไทยที่อยู่ที่นี่ ที่ยังไม่มีแผนกลับเมืองไทย มาขอทำหนังสือเดินทางกันมากขึ้น อันนี่ก็เป็นที่มาที่ไปของสถานกงสุลใหญ่ฯ ที่ปรับเพิ่มการให้บริการเพิ่มมากขึ้น ทั้งในเวลาทำการและนอกเวลาทำการ ที่เราไปจัดสัญจรตามสถานที่ต่างๆ”

 

โดยเหตุผลที่ทำให้คนไทยในเขตอาณาของสถานกงสุลใหญ่ฯ หันมาเตรียมพร้อมในเรื่องเอกสารสำคัญ เช่นหนังสือเดินทางไทยกันในช่วงนี้นั้น กงสุลใหญ่ฯ ให้เหตุผลว่าเป็นเพราะการเดินทางเข้าประเทศในฐานะคนไทย จะได้รับการคุ้มครองดูแลที่ดีกว่าในหลายๆ ด้าน รวมถึงรัฐบาลเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่ายระหว่างการกักตัว 14 วันด้วย

 

“การกลับในฐานะคนไทย ถือหนังสือเดินทางไทย มันมีเงื่อนไขที่แตกต่างจากคนต่างชาติ คนต่างชาติไม่ได้รับอนุญาตทุกคน อย่างน้อยนักท่องเที่ยวยังไม่สามารถเดินทางไปเมืองไทยได้ ดังนั้น ไม่ว่าพี่น้องคนไทยที่ถือสัญชาติสหรัฐฯ ก็ดี หรือมีหนังสือเดินทางที่หมดอายุแล้ว หรือทำหนังสือเดินทางหายที่ก่อนหน้านี้อาจจะไม่เห็นความจำเป็นต้องมี ก็อาจจะมาขอหนังสือเดินทางเอาไว้ก่อน เพื่อเป็นการเตรียมพร้อม เผื่อจำเป็นต้องเดินทางกลับขึ้นมา เพราะหนังสือเดินทางมันใช้เวลาในการทำ เพราะต้องส่งกลับไปทำที่เมืองไทย กว่าจะส่งกลับมาที่สหรัฐฯ นี่ก็เป็นอีกเหตุผลที่ทำให้ความต้องการในการทำหนังสือเดินทาง ณ ขณะนี้ค่อนข้างสูง”

 

 

 

เปลี่ยนมาถามถึงขวัญและกำลังใจของเหล่าข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของสถานกงสุลใหญ่  นครลอส แอนเจลิส ที่ต้องทำงานในสภาวะกดดันจากโรคระบาด นอกจากจะต้องระวังตัวทุกขณะจิตแล้ว ยังส่งผลให้รูปแบบการทำงานถูกเปลี่ยนไป แถมยังมี “งานงอก” เพิ่มขึ้นมากมาย ด้วย

 

“เราก็ปรึกษาหารือกันสม่ำเสมอ รวมถึงได้พูดคุยกับสถานทูตและสถานกงสุลใหญ่ฯ ทั่วสหรัฐฯ เพราะทำงานร่วมกัน ดังนั้นจะแชร์ข้อมูล พูดคุยกัน แต่ยอมรับว่าของแอลเอ ค่อนข้างจะได้รับเสียงทั้งชื่นชมและเสียงบ่นค่อนข้างเยอะ ด้วยความที่มีคนเดินทางผ่านเยอะ... เราก็จะพูดคุยกับข้าราชการและเจ้าหน้าที่อยู่เสมอ ซึ่งก็คงเป็นการให้กำลังใจซึ่งกันและกัน คือทุกคนก็ทราบนะ ว่าความเข้าใจไม่ถูกต้อง หรือความเข้าใจเบี่ยงเบนไปจากข้อเท็จจริง ก็คงเป็นไปไม่ได้ที่เราจะไปตอบข้อซักถาม ข้อสงสัยในทุกกรณี ได้แต่หวังว่าไอ้สิ่งที่เราทำ และสิ่งที่สะท้อนกลับออกมาในแง่ของคำชื่นชม หรือความพึงพอใจของคนที่มารับบริการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเข้ามารับบริการที่สถานกงสุลฯ ก็ดี หรือที่สนามบินก่อนการเดินทางกลับประเทศไทยโดยสวัสดิภาพและราบรื่นก็ดี เสียงสะท้อนนั้นคงทำให้คนที่เคยเข้าใจเราไม่ถูกต้อง ได้มีความเขาใจที่แม่นยำมากขึ้น ส่วนอื่นๆ เราก็ได้พยายามพูดคุยให้ข้อมูลข่าวสารกับชุมชนตามกลุ่มต่างๆ แต่ก็เข้าใจว่าข้อมูลข่าวสารอาจจะไม่ไปทั่วถึงเท่าไหร่ เราก็คงยังพยายามทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด ให้บริการให้ทั่วถึงที่สุด เท่าที่จะทำได้ครับ”

 

นอกจากเสียงบ่น เสียงด่า หรือเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในแงลบ แล้ว เสียงชื่นชมสรรเสริญ หรือเสียงขอบคุณจากผู้ที่ได้รับบริการ โดยเฉพาะผู้โดยสารในเที่ยวบินส่งคนไทยกลับประเทศ ก็มีไม่ใช่น้อยเหมือนกัน

 

“มีเยอะครับ น้องๆ หลายคน โดยเฉพาะช่วงแรกๆ ที่ส่วนใหญ่เป็นน้องๆ นักศึกษา ที่เขาเชี่ยวชาญเรื่องโซเชียลมีเดีย เขาก็จะโพสต์ภาพตัวเองหลังเข้าไปในสนามบินแอลเอเอ็กซ์ หรือระหว่างเปลี่ยนผ่านที่สนามบินกลางทาง หรือกลับถึงเมืองไทยแล้ว ในโรงแรมที่เขาไปกักตัว ก็ถ่ายรูปโพสต์ขอบคุณมา หรือบางทีก็พ่อแม่ผู้ปกครองของน้องๆ เหล่านั้น เขียนมาก็มี หรือเป็นพวกพี่ๆ ป้าๆ ลุงๆ ที่กลับไป ชมพวกเราที่สนามบินเลยก็มี หรือบางคนก็ให้ความกรุณาเขียนข้อความลงในเฟสบุ๊กของเราบ้าง เฟสบุ๊กส่วนตัวบ้าง หรือส่งอีเมล์มาขอบคุณก็มี แต่แน่นอนครับ มันก็จะมีเสียงบ่น เสียงท้วงติงเรื่องต่างๆ มาด้วย ซึ่งคำติชมต่างๆ นานาเหล่านี้ เราก็ต้องนำมาปรับปรุงการให้บริการ กับการสื่อสารกับให้คนไทยได้รับข้อมูลมากขึ้น ทั้งในแง่ของการบริการ การทำงานของสถานกงสุลใหญ่ในวงกว้างครับ”

 

และในตอนท้ายของการสนทนา กงสุลใหญ่ฯ มังกร ประทุมแก้ว ได้ฝาก “กำลังใจ” และ “ความห่วงใย” มายังพวกเราชาวไทยในลอส แอนเจลิส และหลายๆ เมืองในเขตอาณา ซึ่งนอกจากต้องเผชิญกับวิกฤตโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบทั้งในเรื่องสุขภาพ วิถีการดำรงชีวิต และปัญหาเศรษฐกิจ แล้ว ยังเจอกับปัญหาไฟป่า ที่กำลังรุนแรงจนทำให้คุณภาพอากาศทั่วแคลิฟอร์เนียอยู่ในสภาพที่เลวร้ายในเวลานี้ด้วย

 

“คำแนะนำในขณะนี้ ก็คงจะขอให้พี่น้องคนไทยที่อยู่ในเขตที่ได้รับผลกระทบ ติดตามข้อมูลข่าวสารจากทางการอย่างใกล้ชิด เพราะเรื่องภัยพิบัติ บางทีมันเข้ามาถึงตัวได้เร็วมาก การเตรียมตัวอาจจะไม่ทันท่วงที บางครั้งจะเกิดขึ้นในช่วงกลางคืนหรือช่วงที่ไม่ได้ระวังตัว ดังนั้นควรจัดเก็บเอกสารประจำตัว พวกหนังสือเดินทาง เอกสารจำเป็นต่างๆ เอาไว้กับตัว พร้อมจะหยิบฉวยออกไปได้ในกรณีต้องหนีภัยด้วยความรวดเร็ว ทางสถานกงสุลใหญ่ฯ ก็ยังพร้อมให้ความช่วยเหลือทุกๆ ด้านที่เราสามารถดำเนินการได้ หมายเลขโทรศัพท์ฉุกเฉินที่เราเคยประชาสัมพันธ์ออกไป (323-580-4222) ก็ยังเปิดให้บริการอยู่ ช่องทางติดต่อสอบถามทั้งทางเฟสบุ๊ก เว็บไซต์ อีเมล์ ก็ยังมีตามเดิม สำหรับเราจะรับฟังข่วสารความต้องการของพี่น้องประชาชนอยู่โดยตลอดครับ” 

 

นี่คือความปรารถนาดีที่กงสุลใหญ่ฯ มังกร ประทุมแก้ว ฝากมาถึงพวกเราชาวไทยทุกคนที่นี่.