“อารีย์ ฮัทตัน” เหยื่อไฟป่าแคลิฟอร์เนีย ผู้สูญเสียทุกอย่าง ยกเว้นกำลังใจ


“อารีย์ ฮัทตัน” เหยื่อไฟป่าแคลิฟอร์เนีย ผู้สูญเสียทุกอย่าง ยกเว้นกำลังใจ

โดย : ภาณุพล รักแต่งาม

 

ไฟป่าชื่อ “เฮนเนสซี่ไฟร์” เป็นส่วนหนึ่งของ “กลุ่มไฟป่า” ที่เรียกว่า แอลเอ็นยู ไลท์นิ่ง คอมเพล็กซ์ ไฟร์ ที่ต้นเพลิงเกิดจากฟ้าผ่าตั้งแต่วันที่ 16 สิงหาคมนั้น กว่าท่ีเจ้าหน้าที่จะคุมเพลิงได้สำเร็จในเวลากว่าสัปดาห์ต่อมา ก็สร้างความเสียหายให้กับนาป้า และโซลาโน่ เคาน์ตี้ ซึ่งอยู่ทางเหนือของแคลิฟอร์เนีย ไปมากมายมหาศาล

 

เมืองเล็กๆ ในโซลาโน่ เคาน์ตี้ ชื่อ วาคาวิลล์ (Vacaille) ถือเป็นพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายหนักจาก เฮนเนสซี่ไฟร์ มีการประกาศสภาวะฉุกเฉินระหว่าง 18-19 สิงหาคม และมีการอพยพชาวเมืองประมาณ 4,500 หลังคาเรือนในพื้นที่เสี่ยงด้วย

 

คุณอารีย์ ฮัทตัน และสามีชาวอเมริกัน เคอร์ติส ฮัทตัน ก็เป็นหนึ่งในประชาชนที่ต้องอพยพแบบฉุกละหุกออกจากบ้านในเมืองวาคาวิลล์ เมื่อเช้ามืดของวันที่ 18 สิงหาคม ก่อนจะได้รับอนุญาตให้กลับเข้ามาในพื้นที่อีกครั้งในอีกสองวันต่อมา และพบว่าบ้านแสนรักบนเนินเขา ที่ทั้งสองค่อยๆ เสริม ค่อยๆ สร้างมาตลอดสิบปีนั้น หลงเหลือเพียงกองเถ้าถ่านเท่านั้น

 

“เป็นคืนวันอังคารที่ 18 สิงหา ประมาณตีสอง คือก่อนหน้านี้ก็รู้ว่ามีไฟป่าไหม้อยู่แถว Lake Berryessa ซึ่งอยู่ห่างออกไปจากบ้านเรา มันไม่มาถึงหรอก ก็คิดอย่างนั้น เพราะมันไหม้ของมันทุกปี ทีนี้คืนวันที่ 18 นี่ ประมาณตีสอง สามีตื่นขึ้นมา เขารู้สึกว่าทำไมมันร้อน ปรากฎว่าไฟดับ มันเลยร้อน แอร์ไม่มี พอมองไปที่ถนน รถวิ่งพล่านไปมา เขาก็แปลกใจ มีไซเรนด้วย พักเดียวตำรวจก็มาเคาะบ้าน บอกว่าให้อพยพด่วนเนื่องจากไฟใกล้เข้ามาแล้ว สามีเขาก็รีบมาปลุกพี่ บอกต้องไปแล้ว ตำรวจมาเคาะประตูให้เราอพยพแล้ว แปลมาว่ามันต้องใกล้แล้ว“

 

คุณอารีย์ และสามี ใช้เวลาเพียงประมาณ 15 นาทีในการอพยพออกจากบ้าน 

 

 

 

“ก็มากันทั้งชุดนอน คว้าอะไรได้ก็คว้า เสื้อผ้าสองสามชุดโยนใส่ตะกร้า เอกสารสำคัญที่เราคิดว่าต้องเอามา ก็เอาใส่ตะกร้ามา เอามาตะกร้าเดียวนั่นแหละคะ แล้วก็ขับรถออกมาคนละคัน ไปอยู่กันที่ลานจอดรถของห้องสมุดในเมือง”

 

คุณอารีย์ เล่าบรรยากาศในคืนอันเลวร้ายคืนนั้นว่าอากาศเต็มไปด้วยกลิ่นควันไฟ ขณะที่เถ้าถ่านจากการเผาไหม้ลอยคลุ้ง และคลุมบ้านเมืองเหมือนหิมะตก

 

โดยสิ่งหนึ่งที่ทำให้คุณอารีย์และสามี “กังวลใจที่สุด” คือแมวสองตัวที่เลี้ยงเอาไว้ เพราะการอพยพแบบเร่งด่วนในเวลาตีสองที่มืดสนิทเพราะไฟฟ้าดับ ทำให้เธอเอาแมวสองตัวออกมาไม่ได้

 

“มีแมวสองตัว ตัวนึงแมวแก่แล้ว มันไม่ค่อยยอมให้จับ อีกตัวเป็นแมวเด็ก แต่เราเลี้ยงเอาไว้นอกชาน  ตื่นมาตีสอง หากันไม่เจอ พยายามเรียกก็ไม่เจอ มันคงหนีไปไหนเราก็ไม่รู้ มันมืดมาก แค่เอาไฟฉายหาของก็ยากแล้ว ก็เลยต้องออกมา แล้วก็ไม่คิดเลยว่ามันจะไหม้”

 

 

 

แม้จะอยู่ในสภาพที่ “ใจไม่ดี” แต่ลึกๆ แล้วคุณอารีย์และสามีเชื่อมั่นว่าคงจะไม่มีอะไรร้ายแรงเกิดขึ้นกับบ้านแสนรัก ด้วยว่าเมืองวาคาวิลล์ ที่เธออยู่มาสิบปีนั้น ไม่เคยมีเหตุการณ์ร้ายเช่นนี้มาก่อน

 

จนกระทั่งวันพฤหัสฯ ที่ 20 สิงหาคม สองสามีภรรยาจึงสามารถกลับเข้าไปดูสถานการณ์ที่บ้านได้

 

“เห็นบ้านเหลือแต่ทราก...โอ้โห มัน... ไม่รู้จะพูดยังไงดี สามีพี่นี่ พี่กลัวว่าเขาจะสติแตกด้วยซ้ำ คือมันเหมือนไม่เหลืออะไรเลย มันแย่มาก พี่ยังจำความรู้สึกนั้นได้ว่า เฮ้ย! ไม่มีเหลืออะไรเลยหรือ ไม่เห็นอะไรเลย...”

 

คุณอารีย์ ฮัทตัน บรรยายถึงสภาพของบ้านไม้ที่ปลูกอิงภูเขาว่า สามีซื้อเอาไว้เมื่อประมาณ 20 ปีก่อน และใช้เป็น “เรือนหอ” หลังจากเธอตัดสินใจ “เออร์รี่ รีไทร์” ในวัย 57 ปีจากบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เมื่อปี 2011 แล้วเดินทางมาอยู่ร่วมกันว่า เป็นบ้านยกระดับ ด้านหน้าดูเหมือนบ้านสองชั้นเพราะอยู่ที่เนินเขา แต่ด้านหลังซึ่งอยู่บนเขามีเพียงแค่ชั้นเดียว หน้าบ้านมีต้นวอลนัทประมาณ 20 ต้นที่เจ้าของบ้านเดิมปลูกเอาไว้ เป็นบ้านที่อากาศดี วิวสวย

 

 

(ภาพถ่ายคุณเคอร์ติส ฮัทตัน กับบ้านอันเป็นที่รัก ก่อนเหตุเพลิงไหม้ )

 

 

“เฉพาะตัวบ้าน เท่าที่บริษัทประกันเขาเคยตีราคาเอาไว้นะคะ เขาก็ให้มาประมาณห้าแสนเหรียญค่ะ ไม่เกี่ยวกับที่ดินนะคะ ที่ดินก็อีกประมาณ 5 เอเคอร์ (12.6 ไร่)”

 

บ้านที่อยู่อย่างอบอุ่นร่วมกับสามีมาเกือบสิบปี เหลือเพียงกองเถ้าถ่านตรงหน้า คุณอารีย์ บอกว่าบรรยายความรู้สึกไม่ถูกจริงๆ

 

“ที่เสียดายที่สุด... จริงๆ แล้วนี่ เป็นความผูกพันมากกว่า ผูกพันกับบ้านที่เราสร้างเขามา ค่อยๆ ปรับปรุงตกแต่ง บ้านพี่นี่เหมือนบ้านไทยนะ พี่สั่งไม้มาจากเมืองไทยเลยนะคะ ไม้แกะสลัก เอามาทำป็นรั้วเป็นระเบียง มีกาแล ทำแบบไทยๆ ไปเลย เหมือนกับเราค่อยๆ ทำเขา ผูกพันกับเขา ก็แต่งบ้านให้เหมือนเมืองไทย คือเป็นความผูกพัน ค่าของมันคือความผูกพัน...” คุณอารีย์เล่าเสียงเครือ

 

และที่แย่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ การได้รู้ว่าบ้านแสนรักที่วายวอดไปทั้งหลังนี้ บริษัทประกันภัยที่ซื้อกรมธรรม์เอาไว้ตั้งแต่ซื้อบ้านใหม่ๆ เมื่อ 20 ปีก่อน ปฏิเสธไม่รับรู้ใดๆ ทั้งสิ้น

 

 

(สภาพความเสียหายของบ้านคุณอารีย์หลังเหตุเพลิงไหม้ทั้งหลัง)

 

“เราถามบริษัทประกันว่า เฮ้ย! ทำไมเราถึงไม่ได้เงินประกัน ก็เรามีประกันมาตลอดไม่ใช่หรือ เขาก็ส่งหนังสือมาอธิบายว่า ‘เราแจ้งการยกเลิกประกันของยูตั้งแต่วันที่ 8 กรกฎาคม 2019 เนื่องจากบ้านยู อยู่ในแอเรียที่ไฟไหม้ง่าย แผ่นดินไหว ลมแรง’ อะไรก็แล้วแต่ เขาก็ส่ง (สำเนา) หนังสือฉบับนั้นมาให้เราดู บอกว่า ‘นี่ไง เราแจ้งยูไปแล้ว’ ซึ่งเราไม่ได้รับไง มันก็เลยยกเลิกไปโดยอัตโนมัติ เพราะเหมือนว่าเราไม่ได้ต่อ ทำนองนั้น”

 

สำเนาของหนังสือยกเลิกกรมธรรม์ที่ทางบริษัทส่งมาให้ดูนั้น คุณอารีบอกว่าหน้าตาเหมือนจังค์เมล์ หรือจดหมายขยะ ที่ได้รับวันละหลายๆ ฉบับ จึงเชื่อว่านั่นคือเหตุผลที่ทำให้เธอและสามีไม่ได้สนใจที่จะอ่าน

 

“พอมารู้ทีหลังว่าประกันขาดไป ยิ่งทำให้สามีเกิดความรู้สึกที่แย่มาก เหมือนกับหมดตัว ไม่มีอะไรเหลือเลยสำหรับเขา สภาพจิตของเขาก็ค่อนข้างแย่มากๆ ค่ะ

 

และจะว่าไป วิกฤตที่สองสามีภรรยาต้องเผชิญในวัย 60 เศษๆ นี้ ไม่ใช่มาจาก เฮนเนสซี่ไฟร์ เพียงอย่างเดียว...

 

“คือสามีพี่เขาวางแผนว่าจะเกษียณปีหน้า เขาเป็นนักเคมี ทำเกี่ยวกับห้องทดลองผลิตภัณฑ์สินค้าอะไรเหล่านี้ค่ะ เขาซื้อบ้านหลังนี้แล้วก็ค่อยๆ สร้าง ค่อยๆ ทำมา เพิ่งจะผ่อนหมดไป ทำให้เขามีความหวังว่า เกษียณแล้วเขาก็มีบ้านที่เขาอยากจะได้อยากจะเป็น ปรากฎว่าคืนเดียวไหม้หมด เท่ากับว่ามันต้องเริ่มต้นใหม่อีก แล้วบังเอิญข่าวร้ายซ้ำเข้าไปอีก คือแผนกของแกที่ทำ เขาก็จะปิด ก่อนเกิดไฟไหม้สักสองอาทิตย์ เขาก็บอกว่า โอเค เราจะจ้างยูถึงแค่ปลายปีหน้า เนื่องจากว่าเราจะปิดแผนกของยู เพราะฉะนั้น ทุกอย่างมาประเดประดังในเวลาเดียวกัน อ่าว บ้านก็ไม่มี เงินก็ไม่มี งานเขาก็จะเลิกจ้าง ทำให้เขายิ่งเครียดหนักเข้าไปอีก”

 

อย่างไรก็ดี เมื่อความทุกข์กดทับถึงที่สุด มันก็กลายเป็นแรงขับดันให้สองสามีภรรยาตัดสินใจลุกขึ้นสู้ชีวิตอีกครั้ง

 

“ก็พยายามคิดกันว่าจะทำอย่างไร เบื้องต้นก็ติดต่อไปที่ FEMA (Federal Emergency Management Agency หรือหน่วยงานของรัฐบาลกลางที่ให้ความช่วยเหลือกับผู้ประสบภัยต่างๆ) เขาก็ตอบมาว่าเราจะได้เงินช่วยเหลือประมาณ 30,000 เหรียญ แล้วสามีพี่เขาก็ติดต่อกับองค์กรเกี่ยวกับ small business ซึ่งคือการให้กู้ ตอนแรกก็คิดว่ารัฐบาลให้กู้ดอกเบี้ยคงจะต่ำมาก ประมาณ 1 เปอร์เซ็นต์อะไรแบบนี้ แต่ป่าว ดอกเบี้ยก็ประมาณ 2.35 เปอร์เซ็นต์”

 

 

(ภาพคุณอารีย์และสามี ในขณะที่ให้สัมภาษณ์กับสื่อท้องถิ่น KRON4)

 

โดยคุณอารีและสามี คิดว่าจะขอกู้เงินมาประมาณสามแสนดอลลาร์ เพื้่อสร้างบ้านหลังเล็กๆ ขึ้นมาอีกครั้งในที่เดิม

 

 “คือประเมินกันแล้วว่า สามแสนเหรียญก็โอเค สร้างได้ตัวบ้านนะ อย่างอื่นไม่เกี่ยว สามีพี่กับเพื่อนเขาก็ประเมินกันว่าจะสร้างบ้านหลังเล็กๆ สักสองห้องนอน หนึ่งห้องน้ำ สร้างให้มีที่อยู่ไปก่อน เพราะคิดกันว่าถ้าขายที่เฉยๆ นี่ มันจะไม่ได้ราคา เพราะมันเป็นที่โล่งๆ แถมถูกไฟไหม้ด้วย ก็จะไม่ได้ราคาเลย ก็เอางี้แล้วกัน กัดฟันสู้กันสักพัก ดูสิจะผ่อนได้สักกี่ปี ก็สร้างมันขึ้นมา เสร็จแล้ว ถ้ายังไงเราจะเกษียณก็ขายมันซะ ก็อาจจะได้เงินก้อนนึงไปซื้อบ้านหลังเล็กๆ อยู่กัน คิดกันว่าอย่างนั้น”

 

การเริ่มต้นใหม่อีกครั้งในวัย 60 เศษๆ ของคุณอารี และคุณเคอร์ติส ฮัทตัน นั้น สองสามีภรรยามองในแง่ดีว่า อย่างน้อยก็ไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์ซะทีเดียว

 

“คืออย่างนี้ สามีพี่เพิ่งจะผ่อนบ้านหมดเมื่อปี 2018 ก็ฟรี เลยพอมีเงินบ้าง แต่ไม่ได้เยอะแยะอะไร ถามว่าเงินเก็บมีอะไร ก็มี 401K ของที่ทำงาน ซึ่งก็ยังเอาออกมาไม่ได้ มันก็มีกินมีใช้ไป เพราะว่ายังทำงานอยู่ แต่จะเอาเงินก้อนออกมาสร้างบ้านใหม่มันไม่มีค่ะ”

 

โดย ณ เวลานี้ คุณอารีย์ และคุณเคอร์คิส ฮัทตัน พำนักอยู่กับเพื่อนคนไทยในเมืองวาคาวิลล์ ชื่อคุณวีวัฒน์ สุวรรณสินธุ์ 

 

“พี่เขาเป็นคนใจดีมาก บอกอยู่กันไปก่อนจนกว่าจะมีที่ไป ทำกับข้าวให้กินด้วย ต้องขอบคุณพี่เขามากเลย”

 

นอกจาก “น้ำใจ” จากเพื่อนคนไทย ที่เป็นเพื่อนร่วมงานของคุณเคอร์ติน ฮัทตัน แล้ว สองสามีภรรยายังได้รับน้ำใจจากเพื่อนบ้าน ที่เปิดเพจรับเงินบริจาคช่วยเหลือให้ที่เว็บไซต์ https://www.gofundme.com/f/hennessy-fire-takes-families-life-long-home ชื่อบัญชีว่า Hennessy Fire takes families life long home ด้วย

 

“เพื่อนที่ทำงานของเขา เป็นเพื่อนบ้านที่บ้านเขาไม่ไหม้ ไหม้แค่บางส่วน เห็นว่าเราลำบากมาก เขาก็สร้างเพจนี้ขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือเราด้วย”

 

คนไทยในอเมริกา หรือที่ใดในโลกก็แล้วแต่ สามารถมีส่วนร่วมช่วยเหลือคุณอารีย์และสามี ให้เริ่มต้นชีวิตใหม่ได้เร็วขึ้น โดยการร่วมบริจาคเงินคนละเล็กน้อยผ่านเพจ https://www.gofundme.com/f/hennessy-fire-takes-families-life-long-home โดยเข้าไปเสิร์ชหาชื่อ Hennessy Fire takes families life long home

 

(หน้าเว็ปไวซ์ Gofundme.com ที่เพื่อนๆ ได้ตั้งกองทุนเพื่อช่วยเหลือครอบครัวคุณอารีย์)

 

กับกำลังใจอันเข้มแข็งขอบคุณอารีและคุณเคอร์ติส ฮัทตัน บวกกับน้ำใจที่ทั้งสองได้รับจากผู้คนรอบข้าง ทั้งที่เป็นเพื่อน เป็นคนรู้จัก หรือกระทั่งคนแปลกหน้า... ในยามที่สถานการณ์คับขันเช่นนี้ ย่อมจะทำให้สองสามีภรรยาก้าวผ่านอุปสรรคใหญ่ของชีวิตครั้งนี้ไปได้อย่างแน่นอน... 

 

และสยามทาวน์ยูเอส ขอเป็นกำลังใจให้กับ คุณอารี และคุณเคิร์ท ฮัทตัน ผู้เป็น “บุคคลหน้าสาม” ของเราในสัปดาห์นี้ด้วย...

 

หมายเหตุ : คุณอารีย์และคุณเคอร์ติส ฮัทตัน พบแมวที่เลี้ยงเอาไว้หนึ่งตัวระหว่างออกไปสำรวจซากบ้านเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม หรือ 13 วันหลังเกิดเหตุ ส่วนตัวที่สอง ซึ่งเป็นแมวแก่นั้นขณะนี้ยังหาไม่พบ

 

.
.

.
.