การเมืองเข้มข้น


การเมืองเข้มข้น

โดย : ดร.พระมหาจรรยา สุทธิญาโณ

หลังจากเยาวชนปลดแอก ได้ประกาศบัญญัติ 10 ประการ เพื่อการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์รังสิต จนเป็นเหตุให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง นักการเมืองหลายคนที่เคยให้การสนับสนุนการเคลื่อนไหวของกระบวนการเยาวชนปลดแอก ก็พากันหนีจากการสนับสนุนกันเป็นทิวแถว 

การหนีครั้งนี้ สื่อเรียกว่า “เทเด็ก” หรือ “โดดเรือหนี” แกนนำบางคนเริ่มได้รับหมายจับ บางคนถูกจับแล้วศาลให้ประกัน ปฏิกิริยาจากสังคมเหล่านี้ ทำให้ขบวนการเยาวชนปลดแอก ปรับขบวนการเคลื่อนไหวด้านยุทธวิธีหลายอย่าง

วันที่ 16 สิงหาคม 2563 อันเป็นวันชุมนุมใหญ่ที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ได้เปลี่ยนชื่อขบวนการจาก เยาวชนปลดแอก เป็น ประชาชนปลดแอก นั่นหมายความว่า ขยายแนวร่วมให้กว้างขึ้น มีพรรคการเมืองที่เคยหนุนอยู่เบื้องหลังก็เปิดตัวออกมาชัดเจนว่าให้การสนับสนุนการเคลื่อนไหวครั้งนี้อย่างจริงจัง ด้วยการตั้งกลุ่มเตรียมตัวประกัน ถ้าแกนนำของขบวนการถูกจับกุม นอกจากนี้ยังจัดอาหารน้ำดื่มมาเลี้ยงดูผู้มาร่วมงานอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง

ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นทั้งเนื้อหาและรูปแบบ นั่นคือ นักพูดดาวรุ่งระดับสายล่อฟ้า ไม่ได้รับเชิญให้พูด การปล่อยตัวนักพูดกระทำกันอย่างเป็นระบบ เนื้อหาเน้นการใช้ความบันเทิงส่อเสียดมากกว่าการด่ากันตรงๆ ซึ่งหน้า ดั่งที่เคยเป็นมา ส่วนข้อเสนอที่เคยมีถึง 15 ข้อ ลดลงเหลือเพียง 5 ข้อ อันได้แก่ หยุดคุกคามประชาชนที่เคลื่อนไหว แก้ไขรัฐธรรมนูญ ยุบสภา ไม่ตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ไม่รัฐประหาร 

ส่วนเรื่องที่เคยเสนอปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ 10 ข้อ ย่อเหลือข้อความสั้นๆ ว่า ยังคงฝันที่จะมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ไม่มีการกล่าวก้าวร้าว หรือกิจกรรมล้อเลียนเหมือนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์รังสิตแต่อย่างใด

การปรับยุทธวิธีครั้งนี้ ทำให้มีผู้เข้าร่วมชุมนุมเป็นจำนวนหมื่น แต่จะกี่หมื่น ยังไม่มีสำนักข่าวใดยืนยันแน่ชัด อาจจะกล่าวได้ว่า อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยที่เงียบเหงามาหลายปี กลับมามีบรรยากาศการเรียกร้องระบอบประชาธิปไตยอีกครั้งหนึ่ง มีประชาชนผู้เข้าร่วมกิจกรรม มาร่วมมากกว่าทุกๆ ครั้ง

การชุมนุมครั้งนี้ ทำให้สำนักข่าวที่สนับสนุน ต่างพูดว่าการชุมนุมจุดติดแล้ว แต่ฝ่ายที่ไม่สนับสนุนก็บอกว่า ยังกล่าวไม่ได้ว่าการชุมนุมจุดติด เพราะยังไม่มีแกนนำและผู้สนับสนุนที่ชัดเจน อย่างไรก็ตาม การชุมนุมครั้งนี้ ถูกออกแบบไว้ว่า จะไม่เป็นการชุมนุมยืดเยื้อ หรือปักหลักอยู่ที่ใดที่หนึ่ง แต่เป็นการประชุมแบบไฟลามทุ่ง หรือแบบดาวกระจาย ไม่ต้องมีใครเป็นแกนนำ แต่จะสร้างผู้นำร่วม กระจายไปทั่วประเทศ

หลังจากการชุมนุมวันที่ 10 สิงหาคม 2563 จบลง ปรากฏารณ์ ชูสามนิ้วและการผูกริบบิ้นสีขาว กระจายไปตามโรงเรียนมัธยมต่างๆ ทั่วประเทศ ล่าสุดก่อนจะเขียนบทความนี้ มีข่าวว่านักเรียนมัธยมจำนวนหลายร้อยคน เดินทางไปที่กระทรวงศึกษาธิการ ส่งเสียงขับไล่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ดังกระหึ่มไปทั่วบริเวณ แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงมานั่งคุยกับนักเรียนเหล่านั้นอย่างสันติ นักเรียนนำนกหวีดและริบบิ้นขาว ไปมอบให้รัฐมนตรีด้วย หลังจากเจรจากันแล้วก็จากกันด้วยดี

หากดูแนวโน้มการชุมนุมหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ ยังไม่มีความรุนแรงแต่อย่างใด ส่วนอนาคตในวันเวลาและสัปดาห์ต่อๆ ไป จะมีเหตุการณ์รุนแรงหรือสงบ ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีร่วมคณะ ว่าจะสามารถประคับประคองสถานการณ์ไปได้แค่ไหน 

หลักธรรมสำคัญที่ผู้บริหารประเทศจะต้องถือปฏิบัติ เพื่อผ่านความวุ่นวายครั้งนี้ไป คือ ต้องมี เมตตาธรรมและขันติธรรม ที่จะนำไปสู่ความรักสามัคคี มีประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ทั้งเนื้อหาและรูปแบบ

 

วันที่ 19 สิงหาคม 2563 เวลา 8.36 น.

วัดพุทธปัญญา เมืองโพโมน่า รัฐแคลิฟอร์เนีย

สหรัฐอเมริกา