เมืองไหนบ้างในแคลิฟอร์เนียที่ปรับคน “ไม่ใส่หน้ากาก”


เมืองไหนบ้างในแคลิฟอร์เนียที่ปรับคน “ไม่ใส่หน้ากาก”

โดย แต้เจี้ยนหมิง

 

การดื้อดึงดันไม่ใส่หน้ากากของชาวอเมริกัน ถือเป็น “อุปสรรค” ใหญ่หลวงของอเมริกาในการรับมือกับวิกฤตการแพร่ระบาดของ “โควิด-19”

 

การปฏิเสธไม่ใส่หน้ากากของชาวอเมริกัน ทั้งที่ตัวเลขผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 ยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็น “ที่หนึ่งของโลก” นี้ หลักใหญ่ๆ แล้วน่าจะมาจากคนสองกลุ่ม

 

กลุ่มแรกคือกลุ่มหนุ่มสาวที่มั่นใจว่ามีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ เชื้อไวรัสโควิด-19 ในสายตาของพวกเขาก็ไม่แตกต่างไปจากไข้หวัด หรือไข้หวัดใหญ่ คือไม่ทำให้พวกเขาล้มหมอนนอนเสื่อหรือเสียชีวิต จึงกลับไปใช้ชีวิตแบบเฮฮาปาร์ตี้แบบเดิมทันทีที่มีการผ่อนปรนคำสั่งสเตย์ แอท โฮม 

 

นั่นทำให้กลุ่มหนุ่มสาว ช่วงวัยระหว่าง 18-34 ปี กลายเป็นกลุ่มที่ติดเชื้อโควิด-19 สูงสุด ทั้งของแอลเอ เคาน์ตี้ และอีกหลายๆ เคาน์ตี้ในแคลิฟอร์เนียที่ยังคงมีการระบาดรุนแรงของโควิด-19 ในช่วงเดือนกรกฎาคม หรือหลังจากแคลิฟอร์เนียได้เปิดระบบเศรษฐกิจรอบแรก 

 

กลุ่มนี้ มองได้ว่าเป็นกลุ่ม “เห็นแก่ตัว” โดยแท้จริง เพราะการเอาตัวเข้าไปเป็น “ห่วงโซ่” ของโควิด-19 นั้น นอกจากจะทำให้เกิดการแพร่ระบาดต่อไปเรื่อยๆ แล้ว ยังเป็นอันตรายกับคนใกล้ตัวที่ไม่ได้แข็งแรงหรืออยู่ในวัยหนุ่มสาวแบบตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ หรือปู่ย่าตายาย หรือเพื่อนบ้านในชุมชนได้ด้วย

 

กลุ่มที่สองคือกลุ่มหัวอนุรักษ์นิยมแบบสุดโต่ง ซึ่งเรียกกันว่าพวก “ขวาจัด” ทั้งกลุ่มคลั่งศาสนา พวกเหยียดผิว และอีกสารพัดแนวคิด ที่มีเหตุผลในการปฏิเสธหน้ากากอนามัยแตกต่างกันไป โดยใช้ข้ออ้างเรื่องสิทธิส่วนบุคคลบ้าง เรื่องปัญหาสุขภาพบ้าง หรืออ้างเหตุผลของ “ลูกพี่” อย่างโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าวิกฤตโควิด-19 เป็นเพียง “เฟกนิวส์” เป็นเรื่องลวงโลก หรือเป็นตัวเลขเกินจริงของสื่อฝ่ายซ้าย เป็นเกมการเมืองของพรรคเดโมแครต ที่ต้องการทำลายเครดิตของทรัมป์ ฯลฯ

 

คนกลุ่มนี้ไม่น่าจะใช่ “คนโง่” เพราะหลายๆ คนเป็นแพทย์ เป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ หรือกระทั่งเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐ หรือของเคาน์ตี้ ฯลฯ แต่แปลกที่เหตุผลของการปฏิเสธหน้ากากอนามัย รวมถีงการออกมารณรงค์ต่อต้านหน้ากากอนามัยนั้น ฟังดูเหมือนกับเป็นเหตุผลของ “คนโง่” เอามากๆ

 

ดังนั้น เพื่อเป็นการ “ให้สิทธิ์” กับเจ้าหน้าที่ผู้รักษากฎหมายในการต่อสู้กับคนอเมริกันที่ทำตัวเป็นปัญหาทั้งสองกลุ่มนี้ได้สะดวกขึ้น หลายๆ เมืองในรัฐแคลิฟอร์เนียจึงประกาศใช้เทศบัญญัติ (ระเบียบ, คำสั่ง) ให้ผู้รักษากฎหมาย สามารถสั่งปรับผู้ไม่ใส่หน้ากากอนามัยในสถานที่สาธารณะได้ โดยเงินค่าปรับจะสูงและต่ำแตกต่างกัน

 

โดย ณ วันที่ 29 กรกฎาคม มีเมืองต่างๆ ของแคลิฟอร์เนียที่ผ่านกฎหมายสั่งปรับผู้ไม่ใส่หน้ากากในสถานที่สาธารณะ ดังนี้

-เบฟเวอร์ลี่ ฮิลล์ ปรับ 100 ดอลาร์สำหรับผู้ฝ่าฝืนครั้งแรก ก่อนจะเพิ่มเป็น 200 ดอลลาร์ ในครั้งที่สอง และ 500 ดอลลาร์สำหรับผู้ทำผิดตั้งแต่ครั้งที่สามขึ้นไป

 

-คาลาบาซัส ปรับ 100 ดอลลาร์สำหรับการทำผิดครั้งแรก

 

-คอสตาเมซ่า ปรับ 100 ดอลลาร์

 

-ดูอาร์เต้ (Duarte) ปรับ 100 ดอลลาร์สำหรับการฝ่าฝืนครั้งแรก ก่อนเพิ่มเป็น 200 ดอลลาร์ในครั้งที่สอง และ 500 สำหรับการทำผิดครั้งที่สามขึ้นไป

 

-ฟรีมอนท์ ปรับ 100 ดอลลาร์

 

-เกลนเดล เป็นเมืองที่ “มาทีหลัง” แต่ “มาแรงที่สุด” เพราะสั่งปรับเป็นเงิน 400 ดอลลาร์สำหรับการทำผิดครั้งแรก, 1,000 ดอลลาร์สำหรับการทำผิดซ้ำสอง และเพิ่มพรวดไปที่ 2,000 ดอลลาร์สำหรับการทำผิดครั้งที่สามขึ้นไป

 

-เออร์ไวน์ บอกว่าค่าปรับสูงสุดไม่เกิน 500 ดอลลาร์ต่อวัน

 

-แมนฮัทตัน บีช ปรับ 100 ดอลลาร์สำหรับการทำผิดครั้งแรก, 200 ดอลลาร์สำหรับครั้งที่สอง และ 350 ดอลลาร์สำหรับการทำผิดครั้งที่สามขึ้นไป

 

-มอนเทอเรย์ ปรับ 100 ดอลลาร์สำหรับการทำผิดครั้งแรก

 

-ซาลินาส (Salinas) ปรับ 100 ดอลลาร์สำหรับการทำผิดครั้งแรก, 500 ดอลลาร์ และ 1,000 ดอลลาร์สำหรับความผิดครั้งที่สองและสาม

 

-ซานตามอนิก้า สั่งปรับ 100 ดอลลาร์สำหรับการทำผิดครั้งแรก, 250 ดอลลาร์ สำหรับความผิดครั้งที่สอง และ 500 ดอลลาร์สำหรับความผิดครั้งที่สามขึ้นไป ส่วนธุรกิจห้างร้านที่ทำผิดนั้น เมืองนี้จะสั่งปรับครั้งแรกเป็นเงิน 500 ดอลลาร์ ก่อนเพิ่มเป็น 750 ดอลลาร์และ 1,000 ดอลลาร์ สำหรับการทำผิดซ้ำสองและซ้ำสาม

 

-เวสท์ ฮอลลีวูด สั่งปรับ 300 ดอลาร์สำหรับการทำผิดครั้งแรก

 

นอกจากเมืองต่างๆ เหล่านี้แล้ว ในแคลิฟอร์เนียยังมีถึงสามเคาน์ตี้ ที่ออกกฎหมายปรับคนที่ไม่ใส่หน้ากากนอกเคหะสถาน รวมถึงปรับธุรกิจที่ไม่ปฏิบัติตามกฎว่าด้วยการเว้นระยะห่าง ไม่ว่าจะอยู่ในเมืองไหนของเคาน์ตี้นั้นก็ตาม นั่นคือ

 

-มาริน เคาน์ตี้ ด้านเหนือของซานฟรานซิสโก จะปรับระหว่าง 25 ดอลลาร์ถึง 500 ดอลลาร์สำหรับประชาชน และปรับระหว่าง 250 ดอลลาร์ ถึง 10,000 ดอลลาร์สำหรับธุรกิจห้างร้าน

 

-นาป้า เคาน์ตี้ แหล่งผลิตไวน์ชื่อดังของอเมริกา จะปรับระหว่าง 25 ดอลลาร์ถึง 500 ดอลลาร์สำปรับประชาชนที่ไม่ใส่หน้ากากอนามัย และปรับระหว่าง 250 ดอลลาร์ถึง 10,000 ดอลลาร์สำหรับธุรกิจ

 

-โยโลเคาน์ตี้ (Yolo County ทางเหนือของแคลิฟอร์เนีย) จะปรับร้านค้าต่างๆ ที่ฝ่าฝืนกฎของรัฐ เป็นจำนวนเงินระหว่าง 250 ดอลลาร์ ถึง 10,000 ดอลลาร์ และปรับบุคคลที่ไม่ใส่หน้ากากระหว่าง 25 ดอลลาร์ ถึง 500 ดอลลาร์

 

จะว่าไป ชุมชนไทยเราเป็นชุมชนที่เรียบร้อย ไม่ทำตัวเป็นปัญหาหรือต่อต้านระเบียบหรือกฎเกณฑ์ต่างๆ ดังนั้นจึงไม่ต้องกังวลกับการถูกปรับเป็นเงินสูงๆ เพราะดื้อรั้นไม่ใส่หน้ากาก 

 

พวกเราเกือบทั้งหมดเห็นความสำคัญของหน้ากากอนามัย (รวมถึงคนที่ทำตัวเป็นหัวคะแนนให้ โดนัลด์ ทรัมป์ ด้วย)... ดังนั้น หากลืมใส่ แล้วถูกตักเตือน ไม่ว่าจะที่ตลาดไทย วัดไทย หรือที่ใดก็แล้วแต่ พวกเราก็แค่หัวเราะแหะๆ แล้วหยิบเอาหน้ากากขึ้นมาใส่ได้โดยไม่ออกอาการ “ปรี๊ดแตก” เหมือนที่เราเห็นพวกฝรั่งมังค่าเขาทำกัน

 

นั่นทำให้เราไม่ค่อยห่วงชุมชนไทยในเขตแอลเอ เคาน์ตี้ มากนัก แม้ตัวเลขผู้ติดเชื้อจะสูงกว่าใครเพื่อนก็ตาม เพราะหากมีการระมัดระวังตัวเอง ทั้งเรื่องของการใส่หน้ากากอนามัย การเว้นระยะห่าง และการหมั่นล้างมือ ฯลฯ แบบที่ทำกันอยู่ โอกาสติดเชื้อโควิด-19 ก็ยากขึ้น

 

ที่น่าห่วงเวลานี้คือชุมชนไทยที่อื่นๆ โดยเฉพาะในลาส เวกัส มหานครแห่งบ่อนคาสิโน ที่เปิดระบบเศรษฐกิจ รับนักท่องเที่ยวแบบเต็มตัวมาได้พักใหญ่.. เพราะเราเห็นข่าวว่ามีพี่น้องคนไทย ทั้งที่เป็นพระสงฆ์องค์เจ้าและญาติโยมทั้งหลายล้มป่วยเพราะโควิด-19 กันมากมาย 

 

สยามทาวน์ยูเอส ขอเป็นกำลังใจให้กับพี่น้องชาวไทยในอเมริกาทุกคน ให้ผ่านพ้นวิกฤตโควิด-19  ทั้งในแง่ของโรคร้ายและพิษภัยทางเศรษกิจไปได้ด้วยดีทุกคน...

.
.

.
.