ปรับ “ไม่ใส่หน้ากาก” ด่านสุดท้ายปราบโควิดของแคลิฟอร์เนีย


ปรับ “ไม่ใส่หน้ากาก” ด่านสุดท้ายปราบโควิดของแคลิฟอร์เนีย

โดย : ภาณุพล รักแต่งาม

 

สัปดาห์นี้ โดนัลด์ ทรัมป์ สร้างความฮือฮา โดยการทวีตภาพตัวเองใส่หน้ากากอนามัย พร้อมบอกให้บรรดาสาวกใส่หน้ากากฯ ด้วย หลังจากที่ดื้อด้านยืนยันตลอดมาว่าจะไม่ใส่ และจะไม่บอกให้บรรดาสาวกในหลายๆ รัฐ ที่ออกอาละวาด ด่าทอหรือกระทั่งทำร้ายพนักงานของห้างร้านต่างๆ ที่ใช้ระเบียบว่าด้วยการใส่หน้ากากฯ ด้วย อ้างว่าเป็นสิทธิส่วนบุคคล

 

การอ้างสิทธิส่วนบุคคลของพวกขวาจัดนั้น หนักหนาถึงขนาดที่บางรัฐ รวมถึงในออเรนจ์ เคาน์ตี้ ของแคลิฟอร์เนีย มีการ “ขู่ฆ่า” หรือนัดไปรวมตัวชูป้ายหน้าบ้านนักการเมืองท้องถิ่นที่ผลักดันให้คำสั่งเรื่องใส่หน้ากากอนามัยกันด้วย...

 

แม้จะรู้กันดีว่าท่าทีของทรัมป์ เป็นเพียงแค่การสร้างภาพ ในช่วงที่คะแนนนิยมของเขาร่วงต่ำเป็นประวัติศาสตร์ก็ตาม แต่ก็น่าจะมีผลให้บรรดาสาวก โดยเฉพาะกลุ่ม “ขวาจัด” ของเขา หยุดซ่าได้บ้าง

 

แต่จะว่าไป พฤติกรรม “วัวหายล้อมคอก” เพิ่งจะเห็นความสำคัญของการใส่หน้ากากอนามัยในช่วงที่การระบาดของโควิด-19 พุ่งขึ้นสูงสุดนั้น ไม่ใช่มีแต่ทรัมป์เท่านั้น แต่เป็นพฤติกรรมของหน่วยงานรักษากฎหมายจำนวนมากในแคลิฟอร์เนียด้วย เพราะที่ผ่านมา ไม่มีหน่วยงานผู้รักษากฎหมายใด ไม่ว่าจะเป็นตำรวจหรือเชอรีฟ ออกมาบอกว่ายินดีรับคำสั่งของผู้ว่าการรัฐ หรือของเคาน์ตี้ มา “บังคับใช้” เลย

 

บางหน่วยงานถึงขั้นตั้งโต๊ะแถลงอย่างเป็นทางการว่าจะไม่ยอมเป็น “ตำรวจหน้ากาก” อย่างเด็ดขาดอีกด้วย

 

แต่ล่าสุด สถานการณ์ดังกล่าวได้เปลี่ยนไปแล้ว เพราะผู้รักษากฎหมายของหลายๆ เมือง หลายๆ เคาน์ตี้ พร้อมใจกันออกข่าวว่าจะทำการ “ปรับ” ผู้ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งใส่หน้ากาก แถมบางหน่วยงาน ขู่ว่าจะสั่งปรับเป็นเงินก้อนโตด้วย

 

เริ่มจากผู้รักษากฎหมายของเมือง ซานตา มอนิก้า, เวสท์ ฮอลลีวูด, เบฟเวอร์รี่ ฮิลล์ และมอนเทอเรย์ ออกมาเตือนประชาชนเป็นเมืองแรกๆ ว่า จะสั่งปรับผู้ที่ไม่ใส่หน้ากากอนามัยขณะอยู่ในสถานที่สาธารณะ ตามคำสั่งของผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย โดยจะปรับทั้งคนที่มีภูมิลำเนาในเมือง และบรรดาผู้ผ่านทางเข้ามาด้วย

 

เมืองเวสท์ ฮอลลีวูด อยู่ในความดูแลของสำนักงานเชอรีฟของแอลเอ เคาน์ตี้ ซึ่งเป็นหน่วยงานผู้รักษากฎหมายแรกๆ ที่ออกมาปฏิเสธไม่ให้เจ้าหน้าที่เชอรีฟยุ่งเกี่ยวกับการใส่ (หรือไม่ใส่) หน้ากากของประชาชนมาตั้งแต่ต้น แต่วันนี้ กัปตัน เอ็ดเวิร์ด รามิเรซ หัวหน้าสถานีเวสท์ ฮอลลีวูด ออกมาบอกว่าหากมีใครฝ่าฝืน เดินหน้าเปลือยอยู่ในเขตดูแลของตน จะถูกปรับ 250 ดอลลาร์ บวกค่าธรรมเนียมอีก 50 ดอลลาร์ 

 

ขู่ด้วยว่าเป็นค่าปรับของการทำผิดครั้งแรกเท่านั้น หากทำซ้ำค่าปรับก็จะสูงขึ้นกว่าเดิม 

 

กัปตันรามิเรซให้เหตุผลของการเปลี่ยนทางทีว่า “อันตรายต่อสุขภาพของชุมชน มันยิ่งใหญ่เกินไป”

 

ในซานตา มอนิก้า คนที่ไม่ใส่หน้ากากในสถานที่สาธารณะ หรือไม่ปฏิบัติตามระเบียบว่าด้วยการเว้นระยะห่าง อาจถูกปรับเป็นเงิน 100 ดอลลาร์ โดยจะเพิ่มเป็น 250 ดอลลาร์ และ 500 ดอลลาร์ หากยังคงดื้อดึงทำผิดซ้ำสองและซ้ำสาม ขณะที่ธุรกิจห้างร้านต่างๆ ที่ไม่ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของเคาน์ตี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใส่หน้ากาก หรือกฎการเว้นระยะห่าง มีสิทธิ์ถูกสั่งปรับได้ถึง 1,000 ดอลลาร์

 

เมืองมหาเศรษฐีอย่าง เบฟเวอร์ลี่ ฮิลล์ ได้ออกคำสั่งให้ประชาชนใส่หน้ากากอนามัยมาตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน ก่อนที่ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย จะมีคำสั่งระดับรัฐเสียอีก แต่คำสั่งของเทศบาลเมืองเบฟเวอร์ลี่ ฮิลล์ ก็เป็นเพียงคำสั่งลอยๆ ไม่มีการพูดถึงบทลงโทษ 

 

จนเมื่อปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา เทศบาลเมืองเบฟเวอร์ลี่ฮิลล์ ได้ออกประกาศย้ำถึงคำสั่งฉบับนี้อีกครั้ง คราวนี้มาพร้อมกับบทลงโทษด้วย คือบอกว่าจะปรับ 100 ดอลลาร์สำหรับความผิดครั้งแรก 250 ดอลลาร์สำหรับความผิดซ้ำสอง และสูงสุดที่ 500 ดอลลาร์ซ้ำหรับผู้ทำผิดซ้ำสาม

 

สัปดาห์นี้ ก็มีอีกหลายเมืองในแคลิฟอร์เนีย ที่เดินตามรอย

 

เริ่มจากแมนฮัทตัน บีช เมืองชายทะเลของแอลเอ เคาน์ตี้ ที่ประกาศว่า การไม่ใส่หน้ากากอนามัยในที่สาธารณะ เป็นความผิดอาญาสถานเบา (misdemeanor) ผู้ฝ่าฝืนจะถูกสั่งปรับเป็นเงิน 100 ดอลลาร์สำหรับการทำผิดครั้งแรก ก่อนจะเพิ่มเป็น 200 และ 350 ดอลลาร์ ในการทำผิดครั้งต่อๆ ไป 

 

บอกชัดเจนด้วยว่าจะยกเว้นให้เพียงแค่ 4 กรณี คือ

 

-เด็กอายุต่ำกว่าสองขวบ, 

 

-ผู้ที่ไม่สามารถใส่หน้ากากได้เพราะมีปัญหาสุขภาพกายหรือสุขภาพจิต และแน่นอนว่าจะต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือรับรองจากแพทย์มาแสดงด้วย

 

-ผู้มีปัญหาการได้ยิน หรือต้องสื่อสารโดยการอ่านริมฝีปาก

 

-คนที่ลงว่ายน้ำ หรือเล่นกีฬาทางน้ำ

 

ดังนั้น หากคุณพ่อคุณแม่ พาลูกสองคน ไปเที่ยวชายหาดในแมนฮัทตัน บีช โดยไม่ใส่หน้ากาก ก็เตรียมค่าปรับไว้เลย 400 ดอลลาร์....

 

จะฟึดฟัด ขว้างข้าวของ หรือด่าพ่อล่อแม่ ด่าพรรคเดโมแครต หรืออ้างปัญหาสุขภาพลอยๆ เหมือนอย่างที่เราเห็น “มนุษย์ป้า-มนุษย์ลุง” ทำในโซเชียลมีเดียนั้น ตำรวจเมืองแมนฮัทตันบีช บอกว่าไม่ขอรับฟัง

 

ถัดมา เมืองคาลาบาซาส (Calabasas) เมืองน้อยในซานเฟอร์นานโด้ แวลเล่ย์ ออกมาประกาศเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม โดยนายกเทศมนตรี ชื่อ อลิเซีย ไวน์ทรับ บอกว่าจะเร่ิมให้ใบสั่งปรับคนที่ไม่ใส่หน้ากากในสถานที่สาธารณะแล้ว ย้ำว่าจะเริ่มใช้นโยบายที่เรียกว่า zero tolerance policy หรือ “ไม่ยอมเด็ดขาด” กับใครก็ตามที่มีส่วนทำให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคร้าย... 

 

นอกจากนี้ นายกเทศมนตรียังบอกด้วยว่า สำนักงานเชอรีฟของแอลเอ เคาน์ตี้ สถานีมาลิบู/ลอสท์ ฮิลล์ ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่ในเมืองคาลาบาซาน ยังตกลงรับปากที่จะจัดการ “เบรคอัพ” ปาร์ตี้ที่เกิดขึ้นในเขตเมืองทันทีที่ได้รับแจ้ง หลังจากที่ก่อนหน้านี้ บอกว่าจะทำเพียงแค่ “เตือน” เจ้าของปาร์ตี้เท่านั้น

 

คงเห็นแล้วว่า “ซัมเมอร์ ปาร์ตี้” ของหนุ่มๆ สาวๆ เหล่านี้คืออีกสาเหตุสำคัญที่ทำให้ตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในแอลเอ เคาน์ตี้ เพิ่มสูงขึ้นลิ่วๆ ตลอดเวลา

 

อย่างไรดี การ “สลายปาร์ตี้” ของเจ้าหน้าเชอรีฟของแอลเอ เคาน์ตี้ นั้น จะทำได้ก็ต่อเมื่อได้รับการอนุญาตจากเทศบาลของเมืองนั้นๆ ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าอีกหลายเมืองในความดูแลของ สำนักงานเชอรีฟของแอลเอ เคาน์ตี้ สถานีมาลิบู/ลอสท์ ฮิลล์ ไม่ได้ให้อำนาจนั้นแก่เจ้าหน้าที่เชอรีฟเลย

 

คอสตา เมซ่า เป็นอีกเมืองที่ “เพิ่ง” ประกาศลงโทษปรับกับผู้ไม่ใส่หน้ากากอนามัยในสถานที่สาธารณะเป็นเงิน 100 ดอลลาร์ เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม หลังจากที่สภาเมืองได้ออกคำสั่งนี้มาตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 

 

โดยเทศบาลเมืองคอสตา เมซ่า ได้ประกาศผ่านเฟสบุ๊กและทวิตเตอร์ โดยเล่นคำได้อย่างน่าสนใจว่า "Don’t face a fine. Wear a mask, Wearing a facial covering in public is the Law. No Face Mask = $100 Fine.”

 

เชื่อว่าทั้งการเอาจริงของผู้รักษากฎหมายในหลายๆ เคาน์ตี้ และหลายๆ เมืองของแคลิฟอร์เนีย บวกกับการเปลี่ยนท่าทีของทรัมป์ แม้จะเป็นการทำแบบ “ขอไปที” ก็ตาม น่าจะมีผลให้ประชาชนในแคลิฟอร์เนีย ยอมใส่หน้ากากขณะอยู่นอกเคหะสถานมากขึ้น 

 

หากเป็นเช่นนั้นจริงก็น่าถือเป็นเรื่องที่น่าอนุโมทนาสาธุ... เพราะการถือสิทธิส่วนบุคคลเป็นใหญ่ และเลือกที่จะไม่ใส่หน้ากาก โดยไม่แคร์ว่ากำลังทำตัวเป็น “ห่วงโซ่” เชื่อมต่อการระบาดของโควิด-19 ไปยังคนใกล้ตัว ทั้งเพื่อนฝูง ผู้ร่วมงานและคนในครอบครัวนั้น น่าจะเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้รัฐแคลิฟอร์เนียอันเป็นที่รักยิ่งของพวกเราทุกคน กลายเป็นรัฐที่มีการระบาดของโควิด-19 สูงสุดในประเทศไปแล้ว....

.
.

.
.