ความเคลื่อนไหวทางการเมืองไทย


ความเคลื่อนไหวทางการเมืองไทย

โดย : ดร.พระมหาจรรยา สุทธิญาโณ

    นับตั้งแต่วันที่ 18 กรกฎาคม 2563 เป็นต้นมา ความเคลื่อนไหวทางการเมืองในประเทศไทยได้เริ่มขึ้นและดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มต้นที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยและกระจายไปต่างจังหวัด เช่น เชียงใหม่ ชลบุรี มหารสารคามอุบลราชธานีและอื่นๆ การเคลื่อนไหวในครั้งนี้แปลกใหม่กว่า ทุกครั้งที่ผ่านมา กล่าว คือ แทนที่กลุ่มผู้เคลื่อนไหวทางการเมืองจะเน้นความเคลื่อนไหวในกรุงเทพมหานครโดยมีแกนนำกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรือคนใดคนหนึ่ง แต่การเคลื่อนไหวครั้งนี้ เป็นการเคลื่อนไหวดาวกระจายขนาดใหญ่กระจายตัวไปตามจังหวัดใหญ่ๆหลายจังหวัดและคงจะทะยอยกันเคลื่อนไหวไปเรื่อยๆ

    ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ กลุ่มคนเคลื่อนไหว มีความกล้าหาญในการเคลื่อนไหวมากทีเดียว คือ ได้เคลื่อนไหวไปปราศัยโจมตีทหารน้อยใหญ่ หน้ากองทัพบกแล้วกลับบ้นโดยปลอดภัย แสดงถึงความแปลกใหม่หลายอย่าง เช่น ทหารอดทนมากกว่าเดิม ไม่มีการโต้ตอบแต่ประการใด ในนาทีนั้นรัฐบาลให้เสรีภาพมากขึ้น ทหารเข้าใจสถานการณ์มากขึ้น ไม่หวั่นไหวไปตามเสียงยั่วยุของผู้ประท้วง เข้าตำราที่เราเคยเรียนอักษรไทยมาแต่เด็กๆว่า ท ทหารอดทน เพราะ ท ทหารอดทน กระบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองจึงไม่มีความรุนแรง

    ผู้เคลื่อนไหวส่วนใหญ่ ตามที่กล่าวกันในข่าวว่าเป็นนักศึกษา ก็ไม่เชิงเป็นนักศึกษาเสียทีเดียว แต่ถ้ามองจากภาพการถ่ายทอดสดที่ถ่ายกันออกมาจากที่ชุมนุมจำนวนมาก เห็นผู้ใหญ่ หญิงชาย ลุง ป้า น้า อา ปู่ ย่า ตา ยาย ไปเป็นกำลังใจกันมาก กลุ่มเหล่านี้ เป็นกลุ่มที่มีคติประจำตัวตรงกันข้ามกับทหารโดยสิ้นเชิง คือ ท ทหารอดทน แต่บุคคลเหล่านี้ประกาศว่า เป็นคนไม่อดทน

    ข้อเรียกร้องสำคัญ 3 ประการ คือ 

    1. ขอให้นายกรัฐมนตรีประกาศยุบสภา เพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ ข้อเรียกร้องข้อนี้ ฝ่ายรัฐบาลก็ตอบออกมาแล้วว่า ยังไม่ต้องยุบสภาตอนนี้ เพราะสภาทำหน้าที่ได้ดีไม่ขาดตกบกพร่อง สภายังทำหน้าที่ได้ครบถ้วน ทั้งออกกฎหมาย และควบคุมการทำงานของฝ่ายบริหาร ผ่านการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ผ่านกระทู้ประเภทต่างๆ และผ่านกรรมาธิการชุดต่างๆ ทั้งสามัญและวิสามัญ กลไกของสภาทุกประเภทยังใช้การได้ดี ไม่มีความจำเป็นต้องยุบสภา เพราะเสียทั้งเวลา และเสียทั้งงบประมาณ ข้อเรียกร้องข้อนี้ ขณะนี้จึงไม่มีแนวโน้มว่าบรรลุเป้าหมายของการเรียกร้องค่อนข้างแน่นอน

    2. หยุดคุกคามประชาชนที่เห็นต่าง ข้อนี้รัฐบาลตอบแล้วว่าไม่มีการคุกคามผู้เห็นต่างพิสูจน์ได้จากการยกขบวนมาด่าทหาร หรือ ด่ารัฐบาลแบบสาดเสียเทเสีย ก็ยังไม่มีการคุกคามเกิดขึ้น ผู้นำคนสำคัญของรัฐบาลมีจุดยืนที่ชัดเจนว่า ให้ฝ่ายความมั่นคงติดตามดูแลอย่างใกล้ชิด ไม่ให้มีการกระทบกระทั่ง หรือ ทำร้ายใครๆ แต่ประการใด

    3. ขอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยการตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมา ให้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญมาจาการเลือกตั้งของประชาชน ข้อนี้ท่านนายกรัฐมนตรีตอบเองว่า ขณะนี้ก็มีคณะกรรมาธิการกำลังศึกษาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญอยู่ ถือว่า ข้อเรียกร้องข้อนี้รัฐบาลตอบโจทก์ได้ แต่ผู้เคลื่อนไหวทางการเมืองจะยุติความเคลื่อนไหวหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

    4. ขอให้รัฐบาลลาออกทั้งคณะ เพราะบริหารประเทศล้มเหลว เศรษฐกิจตกต่ำอย่างรุนแรงเป็นประวัติศาสตร์ ข้อนี้ไม่มีในสามข้อเรียกร้องแต่รู้สึกว่า เป็นข้อเรียกร้องที่ผู้เคลื่อนไหวทางการเมืองนำมาปราศัยโจมตีรัฐบาลได้อย่างเข้มข้นอย่างต่อเนื่องทุกเวทีที่มีการเคลื่อนไหว ฝ่ายรัฐบาลก็ตอบออกมาว่า กำลังใช้มาตรการต่างๆ แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ มิได้นิ่งดูดายแต่ประการใด หลายมาตรการได้ทำไปแล้ว หลายมาตรการกำลังตัดสินใจ เช่น การขยายเวลาแจกเงินเยียวยากลุ่มต่างๆ ที่มีความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง รัฐบาลรับฟังและกำลังดูแลกันอย่างทั่วถึง

    ความเคลื่อนไหวทางการเมืองยุคสมัยใหม่ที่มีระบบการสื่อสารฉับไวเช่นนี้ เป็นการสื่อสารสองทาง เมื่อผู้เคลื่อนไหวทางการเมืองถามมา รัฐบาลก็ตอบไป หายสงสัย ส่วนจะพอใจหรือไม่พอใจอีกเรื่องหนึ่ง ทั้งฝ่ายเคลื่อนไหวทางการเมืองแบบอิสระและรัฐบาล สามารถสื่อสารพูดคุยกันผ่านสื่อได้ทุกวัน ปฏิสัมพันธ์แบบนี้ ลดหย่อนผ่อนคลายความตึงเครียดทางการเมืองได้ไม่น้อย

    มีคนถามกันว่า แนวโน้มความรุนแรงทางการเมืองมีไหม ถ้าตรวจสอบนาทีนี้ ฟันธงว่าจะไม่มีความรุนแรงทางการเมือง ขอเพียงรัฐบาลมีสติ สื่อสารทำความเข้าใจต่อผู้ชุมนุมและประชาชนให้มากและทันท่วงที ไม่ปล่อยให้ประเด็นต่างๆ ต้องค้างคาใจ 

ข้อสำคัญระวังมือที่สามจะก่อความรุนแรง หรือฝ่ายรัฐาลต้องหลีกเลี่ยงการใช้คามรุนแรง ทั้งทางกาย วาจา และใจ ประเทศไทยก็จะหลีกเลี่ยงความรุนแรงทางการเมืองได้ค่อนข้างแน่นอน

 

วันที่ 22 กรกฎาคม 2563 เวลา 6.19 น.

วัดพุทธปัญญา เมืองโพโมน่า รัฐแคลิหอร์เนีย

ประเทศสหรัฐอเมริกา