รายงานหน้าหนึ่ง : “อัลเฟรสโก้” ทางเลือกและทางรอดของร้านอาหารในแอลเอ


รายงานหน้าหนึ่ง : “อัลเฟรสโก้” ทางเลือกและทางรอดของร้านอาหารในแอลเอ

โดย : ภาณุพล รักแต่งาม

ดังที่ทราบกันแล้วว่า ร้านอาหารในเขตลอส แอนเจลิส เคาน์ตี้ ได้รับไฟเขียวให้เปิดประตูต้อนรับลูกค้าเข้ามานั่งรับประทานอาหารในร้านกันแล้ว หลังจากที่ผู้บริหารของ เคาน์ตี้ ประกาศอนุญาตตั้งแต่วันที่ 29 พฤษภาคม ที่ผ่านมา

แต่มีข้อแม้ว่าร้านอาหารเหล่านี้จะต้องทำตามหลักปฏิบัติ หรือไกด์ไลน์ ของเคาน์ตี้ได้ทุกประการ ไม่ว่าจะเป็นการปฏิบัติตามระเบียบว่าด้วยเรื่องการเว้นระยะห่าง รวมถึงลดจำนวนลูกค้าในร้าน (occupancy capacity) ให้เหลือแค่ 60 เปอร์เซ็นต์จากจำนวนปกติ, มีการตรวจอุณหภูมิและตรวจสอบอาการเบื้องต้นของพนักงานและลูกค้าที่จะเข้ามาในร้าน, ลูกค้าจะต้องจองโต๊ะล่วงหน้า และจะต้องรอโต๊ะในรถ หรือหน้าร้านเท่านั้น เพื่อไม่ให้เกิดการแออัดในร้าน, และพนักงานในร้านจะต้องใส่ถุงมือ หน้ากาก และอุปกรณ์ป้องกันตัวเองอย่างรัดกุมตลอดเวลา ฯลฯ

โดยจะอนุญาตให้เปิดเฉพาะส่วนที่เป็นโต๊ะนั่งรับประทานอาหารเท่านั้น ส่วนที่เป็นเคาน์เตอร์บาร์ ยังจะต้องปิดต่อไปหมือนเดิม

ดร.บาร์บาร่า เฟอร์เรอร์ หัวหน้าสำนักงานสาธารณสุขของแอลเอ เคาน์ตี้ แถลงเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม ว่าร้านอาหารที่พร้อมจะเปิดต้อนรับลูกค้าแล้วก็สามารถทำได้เลย ไม่ต้องยื่นแบบฟอร์มขออนุญาตจากทางเคาน์ตี้ (หรือซิตี้) และจะไม่มีการส่งเจ้าหน้าที่ออกไปตรวจ (inspection) ก่อน หรือหลังการเปิดให้บริการด้วย เพียงแต่ขอร้องให้ร้านอาหารทุกแห่งปฏิบัติตามไกด์ไลน์ของเคาน์ตี้อย่างเคร่งครัดเท่านั้น

“เราหวังว่าข้อกำหนดที่เราระบุเอาไว้ จะเป็นเครื่องมือที่ดีสำหรับร้านอาหารจะเอาไปใช้ นี่คือระบบเชื่อใจกัน (honor system) เพราะว่าเรากำลังเผชิญปัญหาร่วมกัน” ดร.บาร์บาร่า เฟอร์เรอร์ กล่าว

แม้ว่าที่ผ่านมา การไปนั่งรับประทานอาหารในร้านโปรด จะเป็นเรื่องที่ทุกๆ คนรอคอย แต่เอาเข้าจริง ดูเหมือนว่า ณ เวลานี้ กลับมีร้านอาหารไม่มากนักที่สามารถเปิดประตูต้อนรับลูกค้าได้ โดยส่วนหนึ่งอยู่ระหว่างการเตรียมงาน อีกส่วนยังไม่แน่ใจในสถานการณ์ โควิด-19 จึงขอรอดูอีกสักระยะก่อนจะตัดสินใจ

ผู้บริหารของ “ชาบูชิ” ร้านอาหารสไตล์ญี่ปุ่น บนถนนซันเซ็ต ใกล้ไทยทาวน์ ที่จำเป็นต้องปิดหน้าร้าน เหลือเพียงจำหน่ายอาหาร ทูโก-เดลิเวอร์รี่ มาตั้งแต่เดือนมีนาคม ให้สัมภาษณ์กับ สยามทาวน์ยูเอส ถึงแผนการเปิดให้ลูกค้าเข้ามาอิ่มอร่อยกับ ชาบู-ชาบู ในร้านอีกครั้ง

“ก็เตรียมพร้อมนะคะ คุยกันเยอะเลยว่าต้องทำอะไรบ้าง แต่ยังไม่รู้เลยว่าจะเปิดวันไหน” คุณนิดารัตน์ ไทประสงค์ศักดิ์ หรือเอ๋ ผู้จัดการของร้านชาบูชิ กล่าว

“ได้ข้อมูลที่สภาหอการค้าไทยอเมริกันฯ ส่งมาให้ ก็เอามาดูว่าจะต้องทำอะไรบ้าง ต้องตรวจอุณหภูมิทั้งพนักงาน ทั้งลูกค้า ต้องจองโต๊ะล่วงหน้า ต้องรอในรถ จำกัดจำนวนลูกค้า ต้องทำแผงกั้น ต้องทำความสะอาดฆ่าเชื้อโรคที่โต๊ะและเก้าอี้ทุกครั้งที่ลูกค้าลุกออกไป ฯลฯ ก็ทุกอย่างที่เราคิดว่าจะทำได้ค่ะ แต่ที่ห่วงมากที่สุดก็คือพนักงานในร้าน เพราะเราไม่รู้หรอกว่าคนที่เข้ามาในร้านคือใคร เขาแคร์เรื่องนี้แค่ไหน เพราะฉะนั้นที่เราคิดเอาไว้คือ นอกจากจะต้องใส่ถุงมือและหน้ากากแล้ว พนักงานในร้านต้องใส่เฟสชีล และเสื้อคลุมด้วย ปิดมิดชิดเลย สั่งมาหมดแล้ว” ผู้จัดการร้านชาบูชิกล่าว

และด้วยความกังวลถึงความปลอดภัยของพนักงานในร้าน ทำให้ผู้บริหารของร้าน ชาบูชิ กำลังปรับปรุงระบบการต้อนรับลูกค้าของทางร้านใหม่ทั้งหมด เช่นจะต้องจองโต๊ะล่วงหน้าผ่านเว็บไซต์ และเมื่อมาถึงจะต้องสั่งอาหารจากเมนูออนไลน์ของร้าน จากนั้นก็รอในรถ หรือหน้าร้านจนกว่าอาหารจะพร้อม 

“ตอนนี้เรากำลังทำเว็บไซต์ใหม่หมดเลย ลูกค้ามาถึงยังเข้ามานั่งไม่ได้ ต้องสั่งอาหารก่อน เอามือถือเขามาสแกนคิวอาร์โค้ด แล้วเข้าไปสั่งอาหารได้เลย หรือจะสั่งจากเมนูเป็นแผ่นๆ แบบใช้แล้วทิ้งก็ได้ พออาหารวางบนโต๊ะพร้อมแล้ว เราถึงจะเชิญลูกค้าเข้ามา... ก็รู้สึกเหมือนกันว่ายุ่งยาก แต่มันปลอดภัยไงคะ หวังว่าลูกค้าที่เข้ามาเขาก็จะเห็นว่าแบบนี้แหละ ปลอดภัยสำหรับเขาที่สุดเหมือนกัน” 

ขณะที่ เชฟปลา และเชฟเฟิร์น (โนรี คงวุธ และสมฤทัย แก้วตาทิพย์) เชฟและเจ้าของร้านดังสามแห่งในแอลเอ คือเลิฟทูอีท, โนรีไทย และเสือร้องไห้ แสดงความรู้สึกกับสยามทาวน์ยูเอสว่า ยังไม่พร้อมที่จะเปิดร้านต้อนรับลูกค้า เพราะยังคง “กลัว” และ “กังวล” อยู่ เพราะตัวเลขผู้ติดเชื้อในลอส แอนเจลิส ยังสูงมาก ขณะที่วัคซีนห้องกันและรักษาก็ยังไม่มี

“จะให้คนไปนั่งรวมๆ กันในร้าน ถึงแม้จะให้นั่งห่างกันก็กังวลอยู่ ในร้านก็ไม่ได้มีหน้าต่างรอบร้านถ่ายเทอากาศ เราก็ห่วงว่าเดี๋ยวจะมีการติดเชื้อเพิ่มขึ้น” สองเชฟแสดงความกังวล โดยเน้นไปที่เรื่องความปลอดภัยของพนักงานในร้าน 

“ก็เลยคุยกันว่าเราคงยังไม่พร้อมที่จะเปิด dine-in ค่ะ ถึงเขาพร้อมจะให้เราเปิดก็ตาม เราคิดว่าทุกสาขาก็จะขายทูโกไปแบบนี้ไปก่อน เพื่อความปลอดภัยของตัวเราเองและของพนักงาน” สองเชฟกล่าว

ความเห็นจากผู้บริหารร้านอาหารดังทั้งสองแห่งในลอส แอนเจลิส คงพอทำให้เห็นภาพ “บรรยากาศ” อันอึมครึมของการทำธุรกิจร้านอาหารภายใต้คำว่า “มาตรฐานชีวิตใหม่” หรือ new normal กันพอสมควร 

มีการวิเคราะห์ว่าบรรยากาศการกลับเข้ามานั่งรับประทานอาหารในร้าน น่าจะยังไม่กลับเข้าสู่สภาวะปกติในระยะอันใกล้ เนื่องจากผู้บริโภคส่วนหนึ่งยังคงมีความกังวลเรื่องความปลอดภัยของตนเองและครอบครัว จึงพยายามหลีกเลี่ยงการรวมรวมกลุ่มในที่สาธารณะ รวมถึงในร้านอาหาร จึงยังคงเลือกที่จะสั่งอาหารมารับประทานที่บ้านกันต่อไป

นอกจากนี้ยังมีผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นกับผู้คนเป็นจำนวนมากในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ “กำลังซื้อ” ของผู้คนหดหายไปมาก ซึ่งแน่นอนว่าย่อมส่งผลกระทบกับการพาครอบครัวไปนั่งรับประทานอาหารในร้านโปรดของพวกเขาด้วย

ดังนั้น หากร้านอาหารใดพร้อมจะเปิดบริการ dine-in ก็ควรต้องเตรียมใจให้พร้อมว่าปริมาณลูกค้าคงจะไม่มากมายเหมือนเดิม รวมถึงต้องคิดด้วยว่าเมื่อต้องหักกลบลบหนี้กับต้นทุนต่างๆ ที่มาพร้อมกับการเปิดร้านแล้ว สามารถที่จะถึงจุดคุ้มทุนหรือไม่

ตรงนี้เลยทำให้นายกเทศมนตรี อีริค การ์เซ็ตติ นำเสนอโปรแกรมพิเศษเพื่อช่วยเหลือร้านอาหาร ชื่อ แอลเอ อัลเฟรสโก้ (L.A. Al Fresco) เป็นโปรแกรมที่อนุญาต (เป็นกรณีพิเศษ) ให้ร้านอาหารวางโต๊ะเก้าอี้บริเวณหน้าร้าน ซึ่งเป็นทางเดินสาธารณะ หรือหากมีลานจอดรถของทางร้าน ก็สามารถจัดวางโต๊ะและให้บริการแบบโอเพ่นแอร์ได้เลย

หรือหากบริเวณหน้าร้านมีส่วนที่เรียกว่า parklet หรือพื้นที่สาธารณะริมถนน (ระหว่างวอล์คเวย์กับหน้าร้าน) ที่ว่างๆ อยู่ ก็สามารถขอใบอนุญาตวางโต๊ะเก้าอี้ต้อนรับลูกค้าได้เช่นกัน

นายกเทศมนตรี แถลงถึงโปรแกรมพิเศษนี้เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม ที่ผ่านมา โดยบอกว่าจะทำให้ร้านอาหารสามารถเพิ่มที่นั่งได้มากขึ้นโดยไม่แออัดในร้าน

แถมเทศบาลเมืองแอลเอ ยังระบุชัดเจนในไกด์ไลน์สำหรับร้านอาหารที่ต้องการจะเปิดให้บริการแบบ dine-in ด้วยว่า จะต้องให้ความสำคัญเร่งด่วนกับลูกค้าที่นั่งนอกร้าน (และลูกค้าทูโก) เป็นอันดับแรกด้วย...

“ผมทราบดีว่ามันเป็นการยากที่ร้านอาหารจะมีผลไรหากต้องลดจำนวนลูกค้าลง” นายกเทศมนตรีเมืองแอลเอ กล่าว “แต่โปรแกรมนี้คือการอนุญาตให้คุณต้อนรับลูกค้ามากขึ้น แม้จะต้องลดจำนวนลูกค้าในร้านลง”

นอกจากพื้นที่บนทางเดินหน้าร้านแล้ว โปรแกรม แอลเอ อัลเฟรสโก้ ยังไปไกลถึงขนาดยินยอมให้ร้านอาหารขออนุญาตปิดถนนบางส่วน หรือปิดทั้งหมดได้อีกด้วย  แต่จะต้องเกิดจากความร่วมมือกันของร้านอาหารหลายๆ ร้านที่อยู่ใกล้กัน โดยสามารถอ่านรายละเอียดและขอใบอนุญาตได้จากเว็บไซต์ https://corona-virus.la/laalfresco

การขออนุญาตตามโปรแกรม แอลเอ อัลเฟรสโก้ นี้ ผู้ขอไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ และเมื่อกรอกข้อมูลเรียบร้อยแล้วก็จะได้รับอนุญาตในทันที โดยใบอนุญาตที่ได้รับจะมีอายุ 90 วัน และที่น่าสนใจอีกอย่างคือ ถ้าร้านอาหารมีใบอนุญาตจำหน่ายเบียร์ไวน์อยู่แล้ว ก็สามารถเสริฟเครื่องดื่มเหล่านี้ให้ลูกค้าที่นั่งนอกร้านได้ด้วย

“เรากำลังลดหย่อนกฎเกณฑ์ต่างๆ เพื่อให้ร้านอาหารต่างๆ สามารถใช้ประโยชน์จากพื้นที่นอกร้านได้ง่ายขึ้น ซึ่งนอกจากจะเป็นการช่วยเหลือร้านอาหารแล้ว ยังช่วยปกป้องพนักงานของร้านในเรื่องของสุขภาพและความปลอดภัยด้วย เพราะสามารถเว้นระยะห่างได้ง่ายขึ้น” นายกเทศมนตรีของเมืองแอลเอ ระบุ

เชื่อว่าโปรแกรมลา อัลเฟรสโก้ของเทศบาลเมืองแอลเอ น่าจะเป็นทางเลือกที่น่าสนใจของบรรดาร้านอาหารไทยในเมืองลอส แอนเจลิส ที่เชื่อว่ากำลังเหน็ดเหนื่อยอย่างสายตัวแทบขาดอยู่ในเวลานี้... เราขอเอาใจช่วย...