พิธีเปิดภาพอดีตประธานาธิบดี... อีกหนึ่งประเพณีที่หายไป (ในสมัยทรัมป์)


พิธีเปิดภาพอดีตประธานาธิบดี... อีกหนึ่งประเพณีที่หายไป (ในสมัยทรัมป์)

บทความหน้าสาม : พิธีเปิดภาพอดีตประธานาธิบดี... อีกหนึ่งประเพณีที่หายไป (ในสมัยทรัมป์)

โดย : ภาณุพล รักแต่งาม

 

ค่อนข้างแน่นอนแล้วว่า พิธีเปิดภาพเหมือนของอดีตประธานาธิบดี (official portrait unveiling) ที่ถือเป็นประเพณีสืบทอดมายาวนานของทำเนียบขาว จะต้องสะดุดหยุดลงในสมัยของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ หลังจากที่ เอ็นบีซี ได้ตรวจสอบตารางงานของทรัมป์จนถึงวันพ้นตำแหน่งในเดือนมกราคม ศกหน้า  แล้วไม่พบว่ามีเรื่องนี้บรรจุอยู่

 

ประเพณีเปิดภาพเหมือนอดีตประธานาธิบดีนั้น ที่ผ่านๆ มาจะมีขึ้นที่ห้องอีสท์รูมของทำเนียบขาว โดยประธานาธิบดีคนปัจจุบัน เป็นเจ้าภาพจัดขึ้นในช่วงสี่ปีแรกของการเข้ารับตำแหน่ง ถือเป็นการให้เกียรติอดีตประธานาธิบดี ไม่ว่าจะมาจากพรรคเดียวกันหรือไม่ก็ตาม เช่นที่ประธานาธิบดีบารัก และนางมิเชลล์ โอบาม่า จัดพิธีนี้ให้กับประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช เมื่อปี 2012, ประธานาธิบดีบุชจัดให้กับประธานาธิบดีบิล คลินตัน ในปี 2004, ประธานาธิบดีคลินตันจัดให้กับประธานาธิบดี จอร์จ บุช (คนพ่อ) ในปี 1995 และประธานาธิบดีบุชคนพ่อ จัดให้ประธานาธิบดี โรนัลด์ เรแกน ในปี 1989 เป็นต้น

 

(พิธีเปิดภาพเหมือนของประธานาธิบดีบุช (พ่อ) และบาร์บาร่า บุช ที่ห้องอีสท์รูมของทำเนียบขาว เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 1995 จัดโดยประธานาธิบดีบิลล์ คลินตัน)

 

สมาคมประวัติศาสตร์ทำเนียบขาว (the White House Historical Association) ระบุถึงรายละเอียดของกิจกรรมที่ไม่เกี่ยวกับพรรคการเมือง (bipartisan event) นี้บนเว็บไซต์ว่า ตัวประธานาธิบดีและสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งจะเป็นผู้เลือกภาพถ่ายที่ตัวเองชอบเอาไว้ก่อนจะครบวาระ จากนั้นเป็นหน้าที่ของประธานาธิบดีคนใหม่ ที่จะนำภาพดังกล่าวไปให้ศิลปินสร้างเป็นภาพสีน้ำมันขนาดใหญ่ขึ้นมา รวมถึงจัดเตรียมพิธีเปิดภาพดังกล่าวในเวลาที่เหมาะสม 

 

ข้อมูลบนเว็บไซต์ของสมาคมประวัติศาสตร์ทำเนียบขาวบอกด้วยว่า อดีตประธานาธิบดีทุกคนของอเมริกา ได้กลับมายังทำเนียบขาวเพื่อร่วมพิธีอันทรงเกียรตินี้ ยกเว้นประธานาธิบดีจิมมี่ คาร์เตอร์ ที่ปฏิเสธคำเชิญของประธานาธิบดีเจอรัลด์ ฟอร์ด ด้วยเหตุผลบางอย่าง

 

(ประธานาธิบดีบิลล์ และวุฒิสมาชิกฮิลลารี คลินตัน ในพิธีเปิดภาพเหมือนของตนเอง จัดโดยประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช ที่ห้องอีสท์รูม เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2004)

 

ประเพณีเปิดภาพเหมือนอดีตประธานาธิบดีของทำเนียบขาวครั้งล่าสุดเมื่อปี 2012 นั้น อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง มิเชลล์ โอบาม่า ในฐานะแม่งาน ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่าทุกอย่างจะต้องสมบูรณ์แบบ เพราะ “เป็นครั้งแรกที่ครอบครัวบุชจะได้กลับบ้านที่อยู่มานานถึงแปดปี”

 

ข่าวบอกว่างานเลี้ยงครั้งนั้น จัดขึ้นอย่างหรูหราที่ห้องเรดรูม ซึ่งปกติจะใช้จัดงานเลี้ยงต้อนรับแขกระดับประเทศ โดยมิเชลล์ โอบาม่า มอบหมายหน้าที่จัดเตรียมอาหารและทีมบัทเลอร์ดูแลแขกเหรื่อทั้งหมดให้กับทีมงานชุดเก่า ที่เคยดูแลครอบครัวบุชมาตลอดแปดปีในทำเนียบขาว...

 

ภาพแห่งความสวยงามแบบนี้ จะไม่เกิดขึ้นในสมัยของทรัมป์ เพราะความงดงามที่ว่า ถูกแทนที่ด้วย “ความเกลียดชัง” ที่เขาแสดงออกต่อประธานาธิดีโอบาม่าอย่างรุนแรงมาตั้งแต่ต้น

 

(พิธีเปิดภาพเหมือนของประธาธิบดีบุช และสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง ลอร่า บุช เมื่อปี 2012 โดยประธานาธิบดี บารักและนางมิเชลล์ โอบาม่า)

 

หลังเสร็จสิ้นพิธีสาบานตัวเข้ารับตำแหน่งแล้ว ทรัมป์ และประธานาธิบดีโอบาม่า เคยพบกันเพียงแค่ครั้งเดียวในพิธีศพของประธานาธิบดีบุชคนพ่อ เมื่อเดือนธันวาคม 2018 โดยทั้งสองจับมือทักทายกันก่อนพิธีจะเริ่ม จากนั้นก็แยกย้ายกันไป และไม่ได้สนทนาปราศรัยกันอีกเลยจนแยกย้ายกันกลับหลังเสร็จพิธี

 

ตลอดเวลาสามปีครึ่งในตำแหน่ง เห็นได้ชัดเจนว่างานหลักประการหนึ่งของทรัมป์ คือการพองตัวข่ม ประธานาธิบดีโอบาม่าในทุกประเด็น พยายามรื้อผลงาน ปลดเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่มาจากการแต่งตั้งของประธานาธิบดีโอบาม่า รวมถึงการดีสเครดิตอดีตผู้นำสหรัฐฯ ที่มีคนรักมากที่สุดอย่างสุดความสามารถ 

 

หน้าที่หลักที่ว่าของทรัมป์ ยิ่งทวีความเข้มข้นขึ้นในช่วงที่วิกฤตโควิด-19 กำลังถล่มอเมริกา และทำให้ชาวอเมริกันเสียชีวิตไปแล้วมากกว่าเก้าหมื่นคน ดังที่บรรดานักวิจารณ์การเมืองจากแทบทุกสังกัด บอกเหมือนๆ กันว่า จากนี้ไปจนถึงวันเลือกตั้ง ภารกิจเร่งด่วนที่สุดของทรัมป์ คือการ “เบี่ยงเบนความสนใจ” ของชาวอเมริกันไปที่ประธานาธิบดีโอบาม่า, โจ ไบเดน (และประเทศจีน) ไม่ให้โฟกัสมาที่การทำงานรับมือวิกฤตโควิด-19 ของเขา

 

ฟังแล้วก็สะเทือนใจ เพราะในสายตาของทรัมป์นั้น ชีวิตของประชาชนช่างไร้ค่าเหลือเกิน เมื่อเทียบกับคะแนนนิยมของเขา 

 

ทั้งนี้เพราะตัวเลขผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิต รวมถึงตัวเลขความเสียหายทางเศรษฐกิจที่เพิ่มพูนขึ้นทุกนาที กำลังทำให้คะแนนเสียงของทรัมป์สั่นคลอนมากขึ้นเรื่อยๆ เห็นได้จากผลสำรวจล่าสุดโดย Yahoo News/YouGov ระหว่างวันที่ 4-5 พฤษภาคม พบชาวอเมริกันเกือบๆ ครึ่ง เชื่อว่าสหรัฐฯ จะไม่เผชิญสถานการณ์ย่ำแย่ถึงเพียงนี้ หากประธานาธิบดีโอบาม่า ยังอยู่ในตำแหน่ง ขณะที่ “คะแนนความไม่พอใจ” การรับมือโควิด-19 ของทรัมป์ พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 53 เปอร์เซ็นต์

 

สัปดาห์ที่แล้ว เจเร็ด คุชเนอร์ ลูกเขย และที่ปรึกษาคนสนิทของทรัมป์ ออกมายกย่องมาตรการรับมือของทรัมป์ว่าเป็น “ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่” (great success story) แต่ผลสำรวจความคิดเห็นของ Yahoo News/YouGov พบว่า มีชาวอเมริกันเพียง 25 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่เห็นด้วย

 

 

ล่าสุด เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (18 พฤษภาคม) ทรัมป์ ออกมาย้ำประเด็น “โอบาม่าเกท” (Obamagate) กล่าวหาประธานาธิบดีโอบาม่ากับโจ ไบเดน ว่าเป็นผู้อยูเบื้องหลังข้อกล่าวว่าเขาจับมือรัสเซียโกงการเลือกตั้งเมื่อปี 2016 โดยบอกว่าเป็นความผิดถึงขั้นก่ออาชญากรรม (committed a crime) และกำลังจะตั้งคณะกรรมการสอบสวนด้วย

 

“ผมไม่มีความสงสัยเลยว่าทั้งสองคนเกี่ยวข้องกับเรื่องลวงโลก ซึ่งเป็นสิ่งที่เลวร้ายที่สุดที่เคยเกิดขึ้นในประเทศนี้ ในแง่ของความอื้อฉาวทางการเมือง” ทรัมป์ประกาศ

แน่นอนว่าทรัมป์ไม่สามารถตอบคำถามสื่อมวลชนได้ว่าเขามีหลักฐานอะไรประกอบคำกล่าวหาร้ายแรงที่ว่า และเมื่อสื่อมวลชนสอบถามไปที่ วิลเลี่ยม บาร์ร์ อัยการสูงสุดสหรัฐฯ (Attorney General) ก็ได้รับคำตอบแบบเดียวกัน

 

“เกี่ยวกับประธานาธิบดีโอบาม่าและรองประธานาธิบดีไบเดน ไม่ว่าเขาจะเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ในระดับไหนก็ตาม จากข้อมูลที่ผมมีอยู่ในวันนี้ ผมไม่คิดว่าจะนำไปสู่การสอบสวนทางคดีอาญากับคนใดคนหนึ่งอย่างแน่นอน”

 

ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโอบาม่าแสดงความเป็นสุภาพบุรุษ โดยการไม่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ หรือตอบโตพฤติกรรมเด็กขี้อิจฉาของทรัมป์เลย กระทั่งล่าสุดที่เขา “เหน็บ” ทรัมป์แบบ “ได้เฮ” กันทั้งประเทศ ระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์ในพิธีฉลองสำเร็จการศึกษา (แบบออนไลน์) ของนักเรียนมัธยมทั่วประเทศ (class of 2020) เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม ว่า วิกฤตที่กำลังเกิดขึ้นกับประเทศอเมริกา ทำให้เด็กๆ รุ่นใหม่ได้เห็น “ความจริงอันเจ็บปวด” ว่าผู้ใหญ่บางคน ไม่ได้มีความรับผิดชอบและรู้หน้าที่ของตัวเองเหมือนที่ควรเป็น  

 

“ดังนั้นหากต้องการให้โลกของเราดีขึ้น ก็เป็นหน้าที่ของพวกเธอ” ประธานาธิบดีโอบาม่าบอก

 

นอกจากนี้ ประธานาธิบดีโอบาม่า ยังได้แนะนำเด็กๆ ด้วยว่า ให้เลือกทำในสิ่งที่ถูกต้อง อย่าเลือกทำแต่สิ่งที่ง่ายดาย

 

“ทำในสิ่งที่พวกเธอคิดว่าถูกต้อง การทำในสิ่งที่ชอบ ทำในสิ่งที่สะดวก หรือง่ายดาย มันคือสิ่งที่เด็กเล็กๆ ทำกัน ซึ่งโชคไม่ดีที่ผู้ใหญ่จำนวนมากของเรา รวมถึงบางคนที่มีตำแหน่งหรูหราและมีหน้าที่สำคัญ ยังคงคิดแบบนั้น... ซึ่งนั่นคือเหตุผลของเรื่องวุ่นวายต่างๆ”

 

สรุปว่า ประเพณีเปิดภาพเหมือนของอดีตประธานาธิบดีที่จะต้องแขวนอยู่อย่างถาวรในห้องอีสท์รูมของทำเนียบขาว ดูเหมือนจะเป็น “เหยื่อ” ล่าสุดของความเกลียดชังที่ทรัมป์มีต่อประธานาธิบดีโอบาม่า

 

ถ้ามีใครตั้งคำถามว่า.. หากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เลือกที่จะจัดพิธีนี้หลังจากชนะการเลือกตั้งในสมัยที่สองได้หรือไม่...

คำตอบอย่างเป็นทางการ คงมีว่า "การให้เกียรติกับอดีตประธานาธิบดีนั้น จะทำในสมัยไหนก็ไม่น่าจะเป็นปัญหา”

 

แต่ถ้าให้ตอบจากใจ... จะตอบว่า... “มรึง... อย่าถามเป็นลางอย่างนั้นสิ...”

.
.