บทความหน้าสาม : เมื่อสื่อหมดความอดทน (กับทรัมป์)


บทความหน้าสาม : เมื่อสื่อหมดความอดทน (กับทรัมป์)

(เว่ยเจีย เจียง ผู้สื่อข่าวสายทำเนียบของซีบีเอส ถึงกับอึ้งเมื่อถูกทรัมป์ใช้ให้ไปถามประเทศจีนถึงปัญหาของโควิด-19 ในสหรัฐฯ จึงถามกลับตรงๆ ว่า “ทำไมท่านถึงเจาะจงพูดแบบนั้นกับฉัน” และกลายเป็นประเด็นร้อนแรงอยู่ในเวลานี้)

 

บทความหน้าสาม : เมื่อสื่อหมดความอดทน (กับทรัมป์)

โดย : ภาณุพล รักแต่งาม

 

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ น่าจะเป็นผู้นำสหรัฐฯ คนแรกที่ใช้วิธี “บูลลี่” กับผู้สื่อข่าวที่ตั้งคำถามแรงๆ กับเขา เพื่อเลี่ยงประเด็นที่เขาไม่สามารถตอบได้ด้วยเหตุผล โดยเฉพาะคำถามเกี่ยวกับการควบคุมไวรัส โควิด-19 ที่ทั่วโลกเห็นเหมือนๆ กันว่าเขาได้คะแนนติดลบมาตั้งแต่เริ่มมีผู้ป่วยคนแรกในอเมริกา

การแถลงสรุปสถานการณ์โควิด-19 กับผู้สื่อข่าวแต่ละครั้งจึงเหมือน “สนามรบ” ที่ทรัมป์พร้อมจะ “อัด” กับผู้สื่อข่าวที่ตั้งคำถามตรงๆ กับเขาอยู่ตลอดเวลา 

แต่ไม่เคยมีครั้งไหนที่กลายเป็นประเด็นที่มีการพูดถึงรุนแรงเหมือนเมื่อวันจันทร์ที่ 11 พฤษภาคมที่ผ่านมา

เหตุการณ์เกิดขึ้นระหว่างการแถลงข่าวที่โรสการ์เดนท์ ในทำเนียบขาว ผู้สื่อข่าวของซีบีเอส ชื่อ เว่ยเจีย เจียง (Weijia Jiang) ถามทรัมป์ว่าเหุตใดจึงอวดอ้างถี่เหลือเกินว่าอเมริกาทำดีกว่าทุกประเทศ ในเรื่องการตรวจหาเชื้อโควิด-19 

“มันสำคัญกับท่านอย่างไร” เธอถาม “ทำไมต้องเปรียบเทียบกับทั่วโลกตลอดเวลา ในเมื่อคนอเมริกันยังคงเสียชีวิตอยู่ทุกวัน และเรายังคงเห็นผู้ติดเชื้อรายใหม่ทุกวัน”

ทรัมป์เริ่มโดยพยายามหันเหประเด็น “มีการเสียชีวิตทุกแห่งในโลกนี้ --” ก่อนจะหมุนกลับมาสู่กลยุทธที่เขาใช้เสมอมา นั้นคือการบูลลี่เจ้าของคำถาม...

“และบางที คำถามนี้คุณน่าจะไปถามประเทศจีนนะ” เขาเน้นเสียงที่คำว่า “ไชน่า” แบบจงใจ... “อย่ามาถามผม ไปถามคำถามนั้นกับจีน ตกลงไหม” จากนั้นก็ชี้ไปยังผู้สื่อข่าวคนอื่นให้ถามคำถามต่อ

ดูเหมือนว่า เว่ยเจีย เจียง ซึ่งเป็นอเมริกันเชื้อสายจีน จะงงกับคำตอบของทรัมป์อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจถามแทรกขึ้นว่า “ทำไมท่านถึงเจาะจงพูดแบบนั้นกับฉัน” 

ทรัมป์เถียงขวับว่าไม่ได้เจาะจงตอบแบบนั้นกับเธอซึ่งเป็นคนจีน แต่จะตอบแบบนี้กับทุกคนที่ถามคำถามสกปรก (nasty question) กับเขา

แต่ทีท่าที่เห็นชัดว่าไม่ยอมให้ใครมาเหยียดรูปลักษณ์ของเว่ยเจีย ก็ทำทรัมป์ตัดสินใจจบการแถลงข่าวแบบห้วนๆ บอกขอบคุณและเดินกลับเข้าทำเนียบขาวไป...

แม้จะจบลงแบบทุกครั้ง คือดุด่า ถากถาง หรือเหยียดหยามผู้สื่อข่าว... แต่คราวนี้ เห็นได้ชัดว่าพฤติกรรมที่ว่าส่งผลต่อเนื่องให้ทรัมป์ต้องเสียศูนย์ไปพอสมควร

เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่า กระแสเหยียดเอเชีย ที่กำลังทำให้คนอเมริกันเชื้อสายเอเชียตกเป็นเป้าทำร้าย ทั้งด้วยวาจาและร่างกายอยู่ในเวลานี้นั้น ทรัมป์ถูกปูนป้ายหัวว่าเป็น “ผู้ก่อกระแส” เพราะใช้เวทีผู้นำประเทศเรียกโควิด-19 ว่า “ไชน่าไวรัส” แบบย้ำๆ หลายต่อหลายหน จนมีการขานรับโดยลูกทีมและสื่อขวาจัดอย่าง ฟ็อกซ์นิวส์ เป็นระลอก

เว่ยเจีย เจียง เกิดที่เมืองเซียเหมิน ประเทศจีน ย้ายตามครอบครัวมาปักหลักที่เวสท์ เวอร์จิเนีย ตอนเธออายุได้แค่สองขวบ สำเร็จการศึกษาจากเวอร์จิเนีย คอลเลจออฟวิลเลี่ยมแอนด์แมรี่ ในปี 2005 เข้าทำงานกับซีบีเอส ในปี 2015 โดยรับหน้าที่ “ผู้สื่อข่าวสายทำเนียบขาว” เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เว่ยเจีย เจียง เคยทวิทข้อความบอกว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงของทำเนียบขาวคนหนึ่ง เรียกโควิด-19 ต่อหน้าเธอว่า “กังฟูไวรัส” โดยเธอตั้งข้อสงสัยว่าถ้าลับหลังเธอ ทำเนียบขาวจะเรียกไวรัสชนิดนี้ว่าอะไร

ดังนั้น การที่ทรัมป์เอาถ้อยคำแบบนั้นมาใช้กับคนเชื้อสายจีนอย่าง เว่ยเจีย เจียง จึงกลายเป็น “ประเด็นใหญ่” ที่สื่อใหญ่น้อยรับลูกไปเล่นต่อกันอย่างเผ็ดร้อน

ซีเอ็นเอ็น เอาเรื่องนี้คุยกับ รอย กุทเทอร์แมน ผู้อำนวยการศูนย์เสรีภาพแห่งการพูดของมหาวิทยาลัยซีราคิว (Syracuse University’s Tully Center for Free Speech) โดย รอย กุทเทอร์แมน บอกว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันจันทร์ เป็นการเล่นงานผู้สื่อข่าวอีกครั้งของทรัมป์ ที่ยังคงใช้วิธีเดิม คือดูถูกผู้สื่อข่าว และเบี่ยงความสนใจไปจากประเด็นที่ถูกถาม แต่ที่เพิ่มเติมขึ้นมาในคราวนี้ คือมีสิ่งที่เรียกว่า dog-whistling อยู่ในถ้อยคำแบบเหยียดๆ ของเขาด้วย

คำว่า dog-whistling หรือนกหวีดหมานี้ ตำราอธิบายว่าป็น “โค้ดทางการเมือง” คือเป็นถ้อยคำที่มีความหมายอย่างหนึ่งต่อคนส่วนใหญ่ แต่มีนัยซ่อนเร้นถึงคนอีกกลุ่ม  

แปลง่ายๆ (และไม่เกรงใจ) อีกครั้งก็คือ เราจะไม่ได้ยินเสียงนกหวีดหมา... แต่หมาได้ยิน...

เว่ยเจีย เจียง ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับเธอ แต่ต้นสังกัด คือประธานฝ่ายข่าวของเครือข่ายซีบีเอส ชื่อ ซูซาน ซิรินสกี้ ประกาศระหว่างการประชุมกองข่าวในวันรุ่งขึ้นว่า ซีบีเอสขอสนับสนุนผู้สื่อข่าวของตัวเองในเรื่องนี้

“เรามีสิทธิ์ที่จะถามคำถามยากๆ และคำถามของเว่ยเจีย เป็นคำถามที่ถูกต้องเหมาะสม เราสนับสนุนเว่ยเจียและทีมผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบขาวของเราในการถามคำถามที่ยาก, คำถามที่สำคัญ” ซูซาน ซิรินสกี้ บอก และว่า โดยปกติ ผู้สื่อข่าวจะไม่พยายามเป็นส่วนหนึ่งของข่าว แต่บางครั้งก็เลี่ยงไม่ได้

จะด้วยความเป็นคนเชื้อสายจีน หรือความเป็นคนกล้าถามของ เว่ยเจีย เจียง ก็ไม่รู้ แต่เมื่อเอาชื่อของเธอไป “กูเกิล” ดู พบว่าทรัมป์มีพฤติกรรมหยาบคายแบบนี้กับเธอสองสามหนแล้ว

โดยเฉพาะเหตุการณ์เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา เว่ยเจียถามทรัมป์ว่าทำไมเพิ่งมาแนะนำให้ชาวอเมริกันเว้นระยะห่างทางสังคมเอาเมื่อกลางเดือนมีนาคม ซึ่งเขาเลี่ยงบาลีไปตอบเรื่องการห้ามนักท่องเที่ยวจากประเทศจีนเข้าประเทศ ซึ่งพอเธอขัดว่าไม่ใช่คำถามของเธอ ทรัมป์ก็ออกอาการ “หยาบแบบนิ่มนวล” คือพูดเสียบเนิบๆ กับเธอว่า “Nice and easy. Just relax” เหมือนผู้ใหญ่ใจดีกำลังปรามเด็กเกเร หรือเด็กใจร้อน แบบนั้น...

ต่อมาอีกไม่กี่วัน เมื่อเว่ยเจียถามว่าเหตุใด จาเร็ด คุชเชอร์ ลูกเขยของทรัมป์ ซึ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาอาวุโสประจำทำเนียบขาว ถึงเรียกอุปกรณ์ทางการแพทย์ของรัฐบาลกลาง ว่าเป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์ของเรา (our stockpile of medical equipment) เป็นคำถามที่ทรัมป์โกรธ จนเกิดการปะทะคารมกันอยู่พักนึง

“คุณควรจะละอายตัวเอง” ทรัมป์เสียงดัง และโวยวายว่าเว่ยเจีย ถามคำถามนี้ด้วยน้ำเสียงที่น่ารังเกียจ (nasty tone)

ไม่ใช่เฉพาะแค่เว่ยเจีย เจียง แต่ทรัมป์ออกลูก “บูลลี่” จนติดเป็นนิสัยกับผู้สื่อข่าวทุกคนที่ไม่ป้อนคำถามที่เขาอยากจะตอบ

“ผมคือประธานาธิบดี และคุณก็แค่เฟคนิวส์” เป็นคำที่เขาตะคอกใส่ ฟิล รัคเกอร์ จาก เดอะโพสต์ เมื่อวันที่ 23 เมษายน

“ผมรู้จักเขา ผมเห็นข้อเขียนของเขาแล้ว เขาก็แค่พวกเขียนข่าวปลอม” ทรัมป์พูดถึง ปีเตอร์ อเล็กซานเดอร์ ของ เอ็นบีซี ระหว่างแถลงข่าวนัดหนึ่งเมื่อเดือนมีนาคม “นั่นมันคำถามที่สกปรก ผมคิดว่าสิ่งที่คุณสื่อออกไปถึงชาวอเมริกัน มันเลวร้ายมาก”

และอย่างที่ทราบกัน ซีเอ็นเอ็น คือองค์กรข่าวที่ทรัมป์แสดงอาการเกลียดชังที่สุด ถึงขนาดสั่งแบนผู้สื่อข่าวค่ายนี้มาแล้ว

“ซีเอ็นเอ็น ถามคำถามสกปรกเสมอ” เขาพูดใส่หน้า เจอรามี ไดม่อน ผู้สื่อข่าวสายทำเนียบของซีเอ็นเอ็น เมื่อเดือนที่แล้ว

แต่การเล่นเรื่อง “เชื้อชาติ” ของผู้สื่อข่าวแบบนี้ เป็นสิ่งที่บรรดาสื่อเริ่มจะรับไม่ไหว

แอ๊บบี้ ฟิลลิป ผู้สื่อข่าวสายทำเนียบของซีเอ็นเอ็น ซึ่งเป็นผู้หญิงผิวดำ พูดถึง “นัยยะ” ที่แอบแฝงอยู่ในคำว่า “ไปถามประเทศจีน” ของทรัมป์แบบตรงๆ ว่า 

“ไปถามรัฐบาลของเธอสิ” 

นี่คือความหมายที่แฝงอยู่ ตามสำนวน dog-whistling ที่ถูกเอ่ยถึงในช่วงต้นของบทความชิ้นนี้...

“ประธานาธิบดีมองและสรุปถึงตัวผู้สื่อข่าวจากเชื้อชาติ นี่คือแพทเทิร์นที่เกิดขึ้นที่นี่” เธอบอก

โดยคำว่า “แพทเทิร์น” ที่ว่านี้ไม่ใช่เรื่องที่คุณแอ๊บบี้ ฟิลลิป พูดขึ้นลอยๆ แต่อ้างจากพฤติกรรมเหยียดผิวผู้สื่อข่าวที่ทรัมป์ ทำซ้ำๆ มาตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งใหม่ๆ 

คนแรกที่เจอคือผู้สื่อข่าวหญิงผิวดำ ชื่อ เอพริล ไรอัล จากเครือข่ายวิทยุ อเมริกันเออร์เบิล ที่ถามทรัมป์หลังเข้ารับตำแหน่งใหม่ๆ ถึงกลุ่มสมาชิกคองเกรสผิวดำ (the Congressional Black Caucus) และได้รับคำตอบจากทรัมป์ว่า 

“อยากจะพบพวกเขาเหรอ ทำไม พวกนั้นเป็นเพื่อนคุณเหรอ”

ในช่วงฟอลล์ของปี 2018 เขาดูถูกผู้สื่อข่าวหญิงผิวดำสามคนภายในสัปดาห์เดียว คือทั้งตัวคุณแอ๊บบี้ ฟิลลิป ของซีเอ็นเอ็น, คุณเอพริล ไรอัน ของเครือข่ายวิทยุอเมริกันเออร์เบิล และ ยามิเชล อัลซินดอร์ จากเครือข่ายพีบีเอส โดยเรียกคำถามของคุณแอ๊บบี้ ฟิลลิป ว่า “คำถามโง่ๆ” เรียก เอพริล ไรอันว่า “นังขี้แพ้” (a loser) และขึ้นเสียงใส่ ยามิเชล อัลซินดอร์ หาว่าคำถามของเธอนั้น “เหยียดผิว”

และเมื่อกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงที่การระบาดของโควิด-19 ในอเมริกากำลังเข้าขั้นวิกฤต ยามิเชล อัลซินดอร์ ถามทรัมป์ถึง “ความรับผิดชอบ” ของเขาต่อการปรับเปลี่ยนบุคคลในคณะทำงานรับมือวิฤตโควิด-19 ของทำเนียบขาว และได้รับคำตอบจากทรัมป์ว่า “ผมคิดว่ามันเป็นคำถามที่สกปรกมาก” เขาตอบ ก่อนจะปฏิเสธว่าไม่รู้ไม่เห็นกับเรื่องนี้ แล้วจบโดยแว้งกับมา “บูลลี่” ใส่เธออีกครั้ง โดยประกาศต่อผู้สื่อข่าวทุกคน ณ ที่นั้นว่า การที่ยามิเชล อัลชินดอร์ ออกจาก น.ส.พ.นิวยอร์กไทมส์ มาอยู่กับ พีบีเอส นั้น เป็นเพราะถูกไล่ออก...

ด้านสมาคมผู้สื่อข่าวเอเชียอเมริกัน ออกแถลงการณ์เมื่อวันพุธที่ 13 พฤษภาคม ว่าจะสมาคมฯ จะ “สนับสนุนและยืนเคียงข้างเว่ยเจีย เจียง และเพื่อนผู้สื่อข่าวทุกคน ที่แสดงความกล้าหาญติดตามเอาคำตอบต่างๆ ระหว่างการแถลงข่าวเรื่องการแพร่ระบาดของ โควิด-19 ในทำเนียบขาว”

อ่านแล้วก็นึกขำ เพราะแถลงการณ์ฉบับนี้ ทำให้เห็นภาพชัดเจนว่าการทำงานของสื่อมวลชนสายทำเนียบ ในสมัยของ โดนัลด์ ทรัมป์ นี้ เป็นงานที่ต้องอาศัย “ความกล้าหาญ” อย่างมากเลยทีเดียว

ส่วน อลิซ่า ลีส์ มูโนส ผู้บริหารของมูลนิธิสื่อมวลชนสตรีนานาชาติ (the International Women’s Media Foundation) บอกว่าแพทเทิร์น หรือนิสัยแบบนี้ คือสิ่งที่ผู้สื่อข่าวสตรี และผู้สื่อข่าวจากชนกลุ่มน้อยประสบพบเจออยู่ทุกวันอยู่แล้ว แต่ในกรณีที่เกิดกับ เว่ยเจีย เจียง นั้น มันหนักหนากว่าที่เจอๆ กันเยอะ เพราะว่า

“มันเกิดขึ้นในที่แจ้ง และเกิดขึ้นโดยน้ำมือของผู้นำประเทศของเรา”

กับกระแสต่อต้านที่เกิดขึ้นจากความเหลืออดของสื่อมวลชนต่อพฤติกรรมหยาบช้าของเขากับ เว่ยเจีย เจียง นั้น เชื่อว่าทรัมป์รับรู้ เห็นได้จากข้อความในทวีทที่เขาส่งออกมาถึงตั้งแต่เช้าตรู่ของวันพุธที่ 13 พฤษภาคม

ข้อความในทวีทของทรัมป์ พูดถึงความโกรธแค้นของชาวเอเชียอเมริกันว่า...

“ชาวเอเชียอเมริกันโกรธมากกับสิ่งที่ประเทศจีนทำกับประเทศของเรา และทำกับโลก คนจีนอเมริกันโกรธที่สุด ซึ่งผมไม่โทษพวกเขาเลย”...

สรุปได้ว่าที่ออกมาเคลื่อนไหวนั้น ไม่เกี่ยวอะไรกับเขาเลย..

.
.

.
.