ความคุกรุ่นทางการเมือง


ความคุกรุ่นทางการเมือง

อุณหภูมิเดือนกุมภาพันธ์ 2563  โดยทั่วไปเริ่มอบอุ่นขึ้นบ้างเพราะเป็นปลายฤดูหนาว วันแห่งความรักและวันมาฆบูชา ก็มาไล่เลี่ยกัน ประชาชนได้รับไออุ่นแห่งความรักและความสงบร่มเย็นแห่งพระธรรมกันไปแล้ว เมื่อวันแห่งความสงบอบอุ่นผ่านไปไม่นานนัก ตั้งแต่วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563 อันเป็นวันที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคอนาคตใหม่ และวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2563 เป็นวันอภิปรายเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาล อุณหภูมิที่เคยอบอุ่นเริ่มคุกรุ่นขึ้นมาตามลำดับ

การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลเป็นรายบุคคล ที่ดำเนินมาแต่ละวันก็เข้มข้นดุเดือดปะทะกันอย่างไม่เกรงใจใคร เพราะเป็นการอธิปรายไม่ไว้วางใจ ผู้อภิปรายแต่ละคนใช้เวลาอย่างเต็มที่ให้พอเพียงที่จะแสดงหลักฐานต่างๆได้อย่างเต็มที่ บางคนก็เตรียมข้อมูลมาเพื่อเชือดเฉือนมากไปหน่อย ก็จะมีการประท้วงกันอย่างรุนแรงจนกระทั่งพูดไม่ได้ ฝ่ายรัฐบาลก็ดูทีท่าไม่กลัวการอภิปรายของฝ่ายค้าน แต่รู้สึกว่ากลับชอบอภิปรายโต้ตอบฝ่ายค้านด้วยซ้ำไป เพราะเป็นการถือโอกาสประกาศผลงานให้ประชาชนทราบไปในตัว

ส่วนนอกสภานั่นเล่าเริ่มมีการจับกลุ่มของนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยต่างๆทั้งในกรุงเทพมหานครและส่วนภูมิภาค เคลื่อนไหวแสดงความไม่พอใจต่อกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคอนาคตใหม่ในทำนองที่ว่า พรรคอนาคตใหม่นั้นประชาชนจำนวน 6 ล้านกว่าคนเลือกมา แต่เหตุไฉน ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเพียง 7 คน มายุบพรรคการเมืองที่เขารักไปได้ แม้จะมีคำชี้แจงจากศาลรัฐธรรมนูญถึงข้อกฎหมายที่จำเป็นต้องยุบพรรคอนาคตใหม่และมีคำสั่งห้ามคณะกรรมการบริหารพรรคเกี่ยวข้องกับการเมืองถึง 10 ปี แต่แฟนๆพรรคอนาคตใหม่ก็ยังคงเดินหน้าเรียกร้องความเป็นธรรมกันอย่างต่อเนื่อง ทั้งๆที่รู้ว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเป็นที่สิ้นสุด ความเคลื่อนไหวค่อยๆทวีความถี่มากขึ้น แม้จะเป็นความเคลื่อนไหวที่กำหนดเวลาชุมนุมและเวลาเลิกที่ชัดเจนก็ตาม

ปรากฏการณ์ที่กล่าวมานี้ เป็นภาวะที่เรียกว่า คุกรุ่นทางการเมือง สภาวะเช่นนี้ เป็นจุดเริ่มต้นของความรุนแรงทางการเมืองที่ฝ่ายความมั่นคงต้องติดตามจับตาและบริหารจัดการให้ถูกทาง โดยมุ่งให้เกิดสันติ เป็นเป้าหมาย อย่าได้คิดว่า ผู้ที่เคลื่อนไหวทางการเมืองเป็นศัตรูของรัฐบาลหรือทางราชการ แต่ต้องดูให้ชัดเจนว่า ความเคลื่อนไหวทางการเมืองนี้จะมุ่งไปสู่ทิศทางใด รัฐบาลไม่ควรประมาท แต่ไม่ควรใช้ความรุนแรงอย่างเด็ดขาด สิ่งที่ควรทำกันมากที่สุด คือ การทำความเข้าใจของผู้ที่กำลังเคลื่อนไหว เมื่อเขาเข้าใจกันได้แล้ว และยุติลงเพราะความเข้าใจร่วมกัน จะเป็นความสงบอย่างยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม ทางออกที่ดีที่สุดที่มีอยู่ในขณะนี้ ควรจะใช้สภาผู้แทนราษฎรให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อระบอบประชาธิปไตย หากมีปัญหาใดๆที่โน้มไปทางความรุนแรง ยังไม่ควรจะใช้กำลังปราบปราม เพราะวิธีการปราบปรามที่ใช้มาตลอด ผลออกมาก็คือ คนไทยที่เห็นต่างต้องบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก คนที่ร่วมชุมนุมหลายคนถูกจับกุม ซึ่งประสบความยากลำบากมาก หลายคนเคยหนีเข้าป่า หรือลี้ภัยไปต่างประเทศ ไม่มีผลใดที่สวยงามหลังจากการต่อสู้มากนัก นักการเมืองเก่าๆก็ยังคงเสวยสุขและสร้างปัญหาให้ประชาชนต้องใช้เลือดเนื้อแก้ไขเสมอมา

การตื่นรู้ กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า บวกกับการนำบทเรียนในอดีตที่ผ่านมาหลายครั้งมาสรุป และประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสมจะช่วยให้ระงับความเร่าร้อนลงได้บ้าง ประชาชนหรือแม้แต่เยาวชนผู้ที่กำลังเคลื่อนไหว ต้องคิดวิเคราะห์อย่างรอบด้าน ใช้สติปัญญาให้สุขุมลึกซึ้ง ทางใดที่ไม่ต้องไล่ล่าเข่นฆ่ากันพึงแสวงหาทางนั้น ทางใดที่เสี่ยงต่อการบาดเจ็บล้มตาย จะหลบเลี่ยงไปไม่ให้เกิดเหตุการณ์รุนแรง  ควรหลีกเลี่ยงทางนั้น 

การกระทำเช่นนั้น มิควรได้รับการประณามจากนักสู้ทั้งหลาย เพราะชัยชนะที่แท้จริงก็คือ ประชาชนทุกกลุ่มสามารถยืนบนแผ่นดินไทยได้อย่างปลอดภัยและมีความสุข ต้องยุติการสูญเสียคนกลุ่มหนึ่งเพื่อให้คนกลุ่มหนึ่งอยู่ได้ อันเป็นความอยุติธรรมอย่างร้ายกาจ แต่พึงแสวงหาทางร่วมกันว่า คนไทยทุกหมู่เหล่าหรือใครก็ตามที่เหยียบเข้าสู่แผ่นดินไทยจะต้องอยู่ร่วมกันด้วยสันติ ความอดทนและความรักต่อกัน คือหัวใจสำคัญของประชาธิปไตย หากปรารถนาประชาธิปไตยเพื่อสันติ จงอยู่กันด้วยความรักเถิด

วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 63 เวลา 21.53 น.

วัดพุทธปัญญา เมืองโพโมน่า รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา