ยลโลกสวยด้วยใบไม้แต่งตัว 2  มาเที่ยวนี้เพื่อเธอ “ล็อบสเตอร์”


ยลโลกสวยด้วยใบไม้แต่งตัว 2  มาเที่ยวนี้เพื่อเธอ “ล็อบสเตอร์”


.
.


.
.


.
.


.
.


.
.


.
.


.
.


.
.


โดย : มงคล วัชรางค์กุล

าถึงเย็นย่ำที่ Boothbay Harbor รัฐเมน (Maine) เช็คอินที่ The Harborage Inn ผู้ชายที่เคาต์เตอร์ไม่รู้ว่าเป็นเจ้าของด้วยหรือเปล่าให้การต้อนรับเป็นอย่างดี แจกแผนที่เมือง Boothbay Harbor พร้อมแนะนำสถานที่เที่ยวและร้านอาหาร โดยเฉพาะ

ร้านล็อบสเตอร์

เพราะมาคราวนี้ตั้งใจมากินล็อบสเตอร์ ด้วยรัฐเมนเป็นแหล่งเลื่องชื่อเรี่องการจับล็อบสเตอร์

ราตรียังเยาว์และเราหิวข้าวนัก

ขับรถออกจากโรงแรม วนตามถนนเล็กที่เป็นวันเวย์หนึ่งรอบไปสู่ศูนย์การค้าช็อปปิ้งมอลล์ริมอ่าวของเมือง ร้านรวงที่นี่ปิดหมดแล้ว แต่ทุกร้านตามไฟไว้หน้าร้านสวยงาม 

ร้านอาหารชื่อ The Oyster Restaurant ในศูนย์การค้าริมทะเลแห่งนี้ยังเปิดอยู่ เป็นร้านที่ตั้งบนศูนย์การค้าด้านที่ปูด้วยไม้กระดานริมอ่าว ได้กิน Lobsters นึ่งสองตัวสุดท้ายของคืนนี้ มาแบ่งกันกิน สั่ง 3 ตัวได้แค่ 2 ตัว ตัวละ 26 ดอลลาร์

อร่อยสมค่าที่ขับรถมาไกล แถมด้วยวิวแสงไฟวอมแวบของบ้านเรือนริมอ่าว

แล้วยังสั่ง Steamers หอยอบที่อร่อยมาก พร้อมซุปและอาหารอื่น

อิ่มท้องแล้วนอนหลับสบาย 

ตื่นเช้ามากินมื้อเช้าที่ห้องอาหารริมอ่าวในโรงแรม ผู้หญิงที่คอยให้บริการอย่างเป็นกันเองในห้องอาหาร สอบถามแล้วได้ความว่าเป็นเมียผู้ชายคนหน้าเคาเตอร์เมื่อคืน ทั้งสองเป็นเจ้าของโรงแรมนี้

อาหารเช้าเป็นแบบเรียบง่ายด้วย ชาหรือกาแฟ, น้ำส้ม, ขนมปัง,โยเกิร์ต, ไข่ต้ม, กล้วยหอมและผลไม้

ฝรั่งหนุ่มสาวออกไปนั่งกินมื้อเช้ารับลมหนาวที่ระเบียงนอกห้อง แต่เรานั่งในห้องอันอบอุ่นก็ได้เห็นวิวริมอ่าวเช่นเดียวกัน

เป็นตอนสายอันสดใสเมื่อเราขับรถไปยังเส้นทางเดิมเมื่อคืน ถนนสายเล็กพาผ่านบ้านที่แทรกอยู่ในหมู่ใบไม้แต่งตัว ตัวบ้านสีขาวโดดเด่นท่ามกลางใบไม้หลากสี รับแสงตะวันเฉิดฉันท์สาดส่องในสายลมแรง

เป็นวันหนึ่งแห่งฤดูใบไม้ร่วงอันตราตรึงที่รัฐเมน

สิ่งที่ต้องทำคือแวะไปช็อปปิ้งยังศูนย์การค้าน่ารักริมอ่าว

ที่นี่อาคารไม้ส่วนหนึ่งปลูกอยู่บนถนนที่เป็นเป็นเนินเล็กทอดมายังริมอ่าว  ร้านรวงตกแต่งร้านไว้สวยงาม มีร้านขายหนังสือขนาดใหญ่อยู่ปากทาง ไปที่ศูนย์การค้าไหนๆในอเมริกาก็เจอร้านขายหนังสือทุกแห่ง แสดงว่าหนังสือยังขายได้ในอเมริกาเสมอมา ต้องชื่นชมว่า

ประเทศที่คนยังอ่านหนังสือ ผู้คนจะเป็นผู้เจริญ ดังพุทธภาษิต

สุวิชาโน ภวโหติ 

ผู้รู้ดี เป็นผู้เจริญ

อาคารร้านค้าริมถนนมีทั้งร้านบูติก ร้านขาย Souvenir  ร้าน Candy Store แต่ร้านขายไอสครีมปิดไปแล้ว เพราะตอนนี้เข้ามาช่องกลางฤดูใบไม้ร่วง อากาศหนาวเย็น คนไม่กินไอสครีมกัน ไม่เหมือนช่วงหน้าร้อนที่ขายดิบขายดี

ตรงไปช็อปปิ้งที่ร้านใหญ่บนยกพื้นไม้ริมอ่าวด้านตรงกลาง ชื่อร้าน Windjammer Emporium ในร้านมีของที่ระลึกต่างๆสัญญลักษณ์ของรัฐเมนและเมือง Boothbay Harbor พร้อมเสื้อผ้าแขวนโชว์หลากหลาย ได้เสื้อหนาวcแบบกันฝนมาคนละตัว เป็นเสื้อแบรนด์เนม ด้วยติดใจที่ลดราคาให้ถึง 50% (แต่ก็ยังแพง)

ผมได้เสื้อแขนยาวผ้าคอตตอนมาหนึ่งตัว ที่หน้าอกซ้ายพิมพ์ชื่อ Boothbay Harbor Maine เป็นวงกลมล้อมรอบตัวล็อบสเตอร์ เสื้อชุดนี้วางอยู่ในตะแกรงหน้าร้าน ลดราคาเหลือตัวละ 10 ดอลลาร์

ทุกครั้งที่สวมใส่ทำให้รำลึกถึงรัฐเมน

อีกมุมหนึ่งของร้านนี้จัดเป็น Marine Museum บอกเล่าเรื่องราวการบุกเบิกทางเรือของท่าเรือ Boothbay Harbor และของรัฐเมน มีรูปจำลองเรือในยุคต่างๆ จัดแสดงในตู้กระจก พร้อมป้ายและวิดีโอ เล่าเรื่องการเดินเรือในยุคสมัยนั้น ดูแล้วได้ความรู้มากหลาย 

ด้านข้างของร้านนี้บนอีกฝั่งชายน้ำ เป็นโรงแรมไม้สองชั้นยื่นลงไปในน้ำชื่อ Fisherman’s Wharf Inn ชั้นล่างเป็นภัตตาคาร แลดูคลาสสิก น่านั่ง

เดินกินลมหนาว ชมนกนางนวลที่บินร่อนล้อลมบนสะพานไม้รายรอบ ดื่มด่ำกับสายลมและแสงแดดแห่งฤดูใบไม้ร่วงที่ชายน้ำริมอ่าว ในฤดูร้อนหน้าท่องเที่ยว บริเวณนี้จะเนืองแน่นด้วยนักเดินทางขนาดเบียดเสียดกระทบไหล่กัน

บรถออกจากชายน้ำ ลัดเลาะไปตามถนน Local Road ที่มีแค่ฝั่งละเลน ขับสวนกันไปมา ถนนพาไต่ไปตามเนินลดเลี้ยวขึ้นลง สองข้างทางเป็นร่มไม้ที่ใบไม้กำลังแต่งตัวด้วยเฉดสีต่างๆ สลับกับบ้านเรือนเป็นระยะห่างๆ

ใบไม้แต่งตัวงามละลานตา

มุมหนึ่งถนนตัดเลียบริมอ่าวบนเนินเล็ก มีจุดจอดรถให้แวะชมวิว เห็นบ้านริมอ่าวมีสะพานไม้ทอดลงไปในทะเล มีต้นไม้แต่งใบหลากสีล้อมรอบอ่าว มองสุดสายตาโดยรอบ ท้องฟ้าสีฟ้าใสโอบกอดทะเล ลมหนาวพลิ้วโชย สวยเหมือนภาพวาด

ขับรถมาไม่นาน บนระยะทาง 15 ไมล์ ผ่านสะพานข้ามลำน้ำ เป็นสะพานเปิดปิดได้ ให้เรือวิ่งเข้ามาในอ่าว

แล้วก็มาถึงร้าน Robinson’s Restaurant ร้านอาหารทะเลชื่อดังที่มุมด้านล่างของอ่าวเรียกว่า Southport Island ร้านนี้คนมาเยือน Boothbay Harbor ต้องไม่พลาด

ที่นี่เป็นภัตตาคารริมอ่าว ห้องอาหารมีกระจกให้ชมวิวทะเล มีโต๊ะนั่งริมระเบียงด้านนอก แต่มื้อกลางวันนั้นไม่มีใครออกไปนั่งเพราะหนาวเกินไป

คราวนี้สั่ง Streamer หอยอบมา 2 จาน เพราะติดใจที่หอยเมืองนี้สด เนื้อหวานสุดสุด

สั่งปลาหมึกทอด และสลัด

จุดสำคัญคือสั่งลอบสเตอร์คนละตัว ขนาดตัวละ 1 1/4 ปอนด์ ราคาตัวละ 25 ดอลลาร์  = 750 บาท ราคานี้ถูกกว่าที่ภูเก็ต ที่ตัวละประมาณ 1,500 บาทขึ้นไป

ความลับ ขอกระซิบว่า ผมทำน้ำจิ้มซีฟูดแบบไทย บีบมะนาวมา 7 ลูก มะนาวที่ร้าน Hispanic ใกล้บ้าน 15 ลูกหนึ่งเหรียญ มะนาวลูกใหญ่ลูกละ 2 บาทราคาถูกมาก โขลกกระเทียมกับพริกขี้หนูหั่น ใส่ซอสศรีราชาของแท้ ผสมน้ำปลา น้ำตาล เติมน้ำนิดหน่อย แซ่บหลาย

กินกับลอบสเตอร์มื้อนั้น อร่อยจนต้องฝันถึง

ทั้งคณะจึงมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า มื้อเย็นวันนั้นจะมากินล็อบสเตอร์ที่ร้านนี้อีกครั้ง เป็นการสั่งลา Boothbay Harbor

บนโต๊ะมีแผ่นป้ายเล่าประวัติร้าน Robinson’s Restaurant ว่า ตั้งมาแต่ต้นปี 1970 แต่เดิมร้านนี้เป็นโรงทำอาหารทะเลแบบแพปลา ลงทุนให้ชาวประมง “ เกี้ยว “ น้ำมันและอุปกรณ์ Fishing Gears ออกไปจับล็อบสเตอร์ตอนเช้าแล้วกลับมาส่งแพตอนเย็น

ต่อมามีชาวเมืองและนักท่องเที่ยวเรียกร้องให้ทำเป็นร้านอาหาร จึงเปิดเป็นภัตตาคารขึ้นมา ได้รับความนิยมอย่างมาก

ครั้นถึงปี 2016 เจ้าของเดิมผู้ก่อตั้ง ได้เซ้งร้านให้ลูกค้าขาประจำที่มากินทุกปีด้วยความชื่นชม เข้ามาเป็นเจ้าของคนใหม่

ห้องด้านข้างภัตตาคารเป็น Seafood Market ขายล็อบสเตอร์ มีล็อบสเตอร์เป็นเป็น เลี้ยงไว้ในบ่อ แยกบ่อแบ่งตามขนาดน้ำหนักต้ว 11/4, 11/2 และ 13/4 ปอนด์

ผมจับล็อบสเตอร์ตัวเป็นเป็นมาถ่ายรูป พร้อมสัญญาว่า

จะกลับมาพบกันอีกในฤดูใบไม้ร่วงปีหน้า.