เชฟเจ็ต ติลา ในวันที่โอกาสและความสามารถมาบรรจบกัน


เชฟเจ็ต ติลา ในวันที่โอกาสและความสามารถมาบรรจบกัน


เชฟเจ็ต ติลา
เชฟเจ็ต ติลา


โดย : วีโอเค ภาคภาษาไทย

ทุกวันนี้อาหารเอเชียได้รับการยอมรับเป็นอย่างมากในประเทศสหรัฐฯ โดย คุณเจ็ต ติลาคือหนึ่งในพ่อครัวอาหารเอเชียชั้นนำที่หลายคนรู้จักผ่านสื่อต่างๆ

เขาเล่าถึงเส้นทางชีวิตจากเด็กที่มีแนวคิดต่อต้าน แล้วได้ลาออกจากโรงเรียน ลองถูกลองผิดมามากมาย จนก้าวสู่อาชีพพ่อครัวชั้นนำที่ทำอาหารเสิร์ฟให้กับแขกวีไอพีระดับโลก

แผลเป็นจากวัยเด็กทำให้เกลียดธุรกิจอาหาร

เจ็ตบอกว่านามสกุล “ติลกมลกุล” มักจะถูกมองว่าเป็นครอบครัวอาหารไทยแห่งแรกๆ ในประเทศสหรัฐฯ จากการทำธุรกิจตลาดบางกอกมาร์เก็ตที่ประสบความสำเร็จ แต่เพราะธุรกิจในยุคนั้นที่ทำเงินได้จำนวนมากและขยายกิจการอย่างรวดเร็ว ได้ทิ้งบาดแผลลึกด้านความรู้สึกที่ทำให้เขา “เกลียดธุรกิจอาหาร” เขาอธิบายว่าในตอนเด็กการที่พ่อแม่ของเขาต้องทำงานวันละ 12-14 ชั่วโมง 7 วันต่อสัปดาห์ ทำให้เขาไม่มีชีวิตครอบครัวอย่างเด็กทั่วไป และไม่ได้ใช้เวลากับพ่อแม่เลยในช่วงนั้น 

“พ่อแม่ไม่เคยมีเวลาให้กับผมเลย ตอนนั้นรู้สึกโกรธมาก แต่ตอนนี้รู้แล้วที่พ่อแม่ทำไปเพื่อทำให้ธุรกิจอยู่ได้”

แต่เมื่อมองย้อนกลับไปจากมุมมองของคนทำงานวัย 45 ปีที่เป็นทั้ง เจ้าของกิจการและหัวหน้าครอบครัว วันนี้เชฟเจ็ตข้าใจได้ทันทีว่าที่พ่อแม่ของเขาต้องทำไปในวันนั้นเพื่อความอยู่รอดของธุรกิจ

ผู้ที่มีอิทธิพลด้านอาหารมากที่สุดในชีวิต

ก่อนที่พ่อแม่ของเขาจะประสบความสำเร็จด้านธุรกิจอย่างสูงในช่วงยุค 80 เจ็ต ติลาวัยเด็กอยู่ในครอบครัวที่มีฐานะยากลำบาก โดยอาศัยอยู่ในอพาร์ตเม้นต์ขนาดเล็ก ได้รับ food stamp ทานชีสและเนยถั่วจากสวัสดิการของรัฐฯ

ในช่วงเวลานั้นเองเด็กชายเจ็ตได้รับการดูและและใช้เวลากับคุณยายมากเป็นพิเศษ เธอสอนให้เขาเข้าครัวตั้งแต่อายุ 2 ขวบ เขาค่อยๆ ซึมซับวิธีการทำอาหารและเรียนรู้ว่าอาหารคือการแสดงออกถึงความรักรูปแบบหนึ่ง

“สำหรับครอบครัวคนเอเชีย ไม่รู้ว่าบ้านคนอื่นเป็นอย่างไรแต่ที่บ้านผมเราจะไม่พูดเรื่องความรู้สึก อย่างการบอกรักกัน ชื่นชม หรือสวมกอด จะไม่เกิดขึ้น แต่เขาจะแสดงออกให้เห็นถึงความรักและความห่วงใยผ่านสิ่งที่ทำร่วมกัน...อย่างคุณยาย จะแสดงออกถึงความผูกพันธ์ด้วยการทำอาหารด้วยกันกับผม”

ดังนั้นสำหรับเชฟเจ็ต คุณยายคือคนที่มีอิทธิพลด้านอาหารมากที่สุดในชีวิตของเขา

เมื่อโอกาสและความสามารถมาบรรจบ

เมื่อเดินทางเข้าสู่วัยรุ่น เจ็ต ติลาไม่ต่างจากเด็กคนอื่น ที่พยายามค้นหาตัวตน เขาตัดสินใจลาออกจากโรงเรียน และเริ่มทำงานที่หลากหลาย เขาเคยเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย พนักงานติดตั้งสัญาณเตือนภัยตามบ้าน คนขายโทรศัพท์มือถือ หรือแม้กระทั่งลูกเรือออกจับปลา สุดท้ายเมื่อไม่ประสบความสำเร็จ ดังนั้นการกลับมาทำงานให้กับครอบครัวในฐานะผู้จัดการตลาดบางกอกมาร์เก็ตจึงเป็นทางเลือกสุดท้าย

ประสบการณ์ที่เขาคลุกคลีกับสินค้ามากกว่า 4,000 ชนิด พร้อมกับตอบคำถามลูกค้าที่มาจับจ่ายในตลาดจำนวนมาก ว่าอาหารไทยทำอย่างไร มีส่วนผสมอะไรบ้าง ช่วง พ.ศ. 2540 เจ็ต ติลาจึงตัดสินใจเปิดสอนการทำอาหารไทยกลุ่มเล็กๆที่หลังบ้าน ผ่านไปราว 2 ปี ยากที่จะเชื่อเมื่อวันหนึ่งนักเขียนด้านอาหารชื่อดัง Barbara Hansenได้มาเรียนกับเขาและขอสัมภาษณ์ และนี่ทำให้ชีวิตของเจ็ตต้องเปลี่ยนไปเมื่อบทสัมภาษณ์ของเขาถูกตีพิมพ์ลงหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ Los Angeles Times

ผมมีความรู้ แล้วผมก็มีโอกาสเข้ามา และนั่นคือจุดเปลี่ยนของชีวิต

หลังจากนั้นในแต่ละวันเชฟเจ็ตบอกว่าเขาก็ได้รับโทรศัพท์ร้อยกว่าสายเพื่อขอรายละเอียดลงเรียนทำอาหาร เขารู้ได้ทันทีว่านี่คือโอกาสในชีวิต

“ไม่อยากเป็นแค่เด็กคนไทยที่สอนทำอาหารไทยได้ แต่อยากที่จะสอนทำทั้งอาหารไทยและจีน ด้วยเทคนิคและภาษาแบบเชฟอาหารฝรั่งเศส” 

เขาตัดสินใจลงเรียนหลักสูตรเพิ่มเติมทั้งอาหารฝรั่งเศสและอาหารญี่ปุ่น เพื่อเพิ่มทักษะ เทคนิคและก้าวออกจากกรอบของคนที่ทำอาหารแบบไม่มีองค์ความรู้ 

เสน่ห์ในรสชาติเอเชีย

“ผมมองตัวเองเหมือนพ่อครัวและผู้เชี่ยวชาญด้านอาหาร อยากที่จะรู้ให้ลึก อย่างซอสถั่วเหลือง ก็ชอบศึกษาลงไปว่ามีกี่ประเภท ผลิตออกมาได้อย่างไร หมักวิธีการแบบไหน แล้วจะเอาไปใช้ได้อย่างไรบ้าง”

เชฟเจ็ต ติลาได้พัฒนาจนมีความถนัดในด้านอาหารเอเชีย โดยเฉพาะอาหารไทย จีน และญี่ปุ่น และด้วยความชอบส่วนตัว เขาจะศึกษารายละเอียดและมีความชำนาญในทุกส่วนผสมเป็นอย่างดี โดยส่วนตัวเชฟเจ็ตมองว่ารสชาติดั้งเดิม (Authentic) เป็นสิ่งที่มีเสน่ห์ เขาเชื่อว่าคนอเมริกันให้การยอมรับอาหารเอเชียมากขึ้นในทุกวันนี้มาจากรสชาติ ความหลากหลาย ดีต่อสุขภาพ และที่สำคัญอาหารเอเชียมีความน่าหลงใหล

“คนส่วนใหญ่หลงรักประเทศไทย...เวลาคนอเมริกันนึกถึงประเทศไทย มักจะนึกถึงความสุข อะไรที่ง่ายๆ สบายสบาย”

เขาเล่าว่าคนอเมริกันมักจะนึกถึงอาหารไทยพร้อมกับความสุข ซึ่งตรงกับภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสายต่างคนต่างชาติ หรือถ้าเป็นอาหารญี่ปุ่นก็จะมาพร้อมความรู้สึกที่มีระดับชั้นสูง

ประสบการณ์ระดับ 5 ดาว

“แทบจะเรียกได้ว่าคนดังทั่วโลกบินมาเพื่องานแต่งงานนี้ แต่จะว่าไปการที่ทำงานหนึ่งในโรงแรมที่ดีที่สุดในโลก แขกพิเศษคือเรื่องปกติประจำวัน”

เชฟเจ็ตเผยถึงประสบการณ์เมื่อตอนที่เขาร่วมในทีมเพื่อเตรียมอาหารสำหรับงานเลี้ยงรับรองงานแต่งงานให้กับ Steve Wynn เจ้าของโรงแรมและคาสิโนชื่อดังในเมืองลาสเวกัส ซึ่งในงานนั้นมีบุคคลสำคัญจำนวนมาก ยกตัวอย่างเช่น Steven Spielberg และ George Lucas รวมถึงคนดังในหลากหลายวงการ สำหรับเขาการเป็นเชฟที่โรงแรมระดับห้าดาว การทำอาหารเพื่อเสิร์ฟลูกค้าชั้นสูงคือเรื่องที่เกิดขึ้นทุกวัน โดยเขาจะได้รับอีเมล์แจ้งเตือนถึงแขกพิเศษที่จะมาเยือนล่วงหน้า ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกราชวงศ์หรือนักธุรกิจพันล้าน

ความใส่ใจคือสิ่งสำคัญ

สุดท้ายเมื่อถามถึงสิ่งที่สำคัญที่สุดในการเป็นเชฟ เขาตอบว่า ใส่ใจในอาหาร ใส่ใจในคน และไม่ใช่แค่ลูกค้าที่มาทานอาหารเท่านั้น แต่คือทุกคนที่อยู่รอบข้างตัวเรา

ตอนหน้า จะพูดการที่เชฟเจ็ตก้าวข้ามจากการเป็นพ่อครัว สู่การเป็นนักธุรกิจ เคล็ดลับที่ทุกคนควรทำตาม และคำแนะนำสำหรับคนไทยที่ต้องการสร้าง American Dream ให้สำเร็จ.