จับตาปัจจัยเสี่ยงและมาตรการรับมือไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่จากจีน


จับตาปัจจัยเสี่ยงและมาตรการรับมือไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่จากจีน

โดย สาริน โรจนวงศ์สกุล

ในขณะที่ไทยกำลังเผชิญสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 ที่กลับมาสร้างความระส่ำระสายอีกครั้ง จีนก็เป็นอีกประเทศที่ต้องประสบกับสถานการณ์ที่น่ากังวลไม่น้อยไปกว่ากันจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือไวรัสโรคปอดอักเสบที่มีชื่อว่า 2019-nCoV 

ล่าสุด ณ วันพุธที่ 22 ม.ค. ทางการจีนยืนยันว่า มีผู้เสียชีวิตจากไวรัสโคโรนาเพิ่มเป็น 9 ราย และพบผู้ติดเชื้อไวรัสดังกล่าวกว่า 440 ราย ขณะที่มีรายงานผู้ป่วยนอกแผ่นดินจีน 8 ราย นอกจากนี้ ยังมีการยืนยันว่า การติดเชื้อเกิดขึ้นระหว่างคนสู่คน

แต่ที่หนักหนาสาหัสก็คือ การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นี้ เกิดขึ้นในช่วงใกล้วันหยุดตรุษจีน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ชาวจีนทั่วประเทศเดินทางกลับบ้าน ในขณะเดียวกันก็มีชาวจีนจำนวนไม่น้อยเดินทางไปท่องเที่ยวยังต่างประเทศ ข้อมูลจากสำนักข่าวซินหัวเมื่อปี 2562 ระบุว่า มีนักท่องเที่ยวชาวจีนประมาณ 7 ล้านคนเดินทางไปต่างประเทศในระหว่างเทศกาลตรุษจีน

นอกเหนือจากวันหยุด 7 วันตามประกาศของทางการจีนแล้ว ยังมีการเดินทางในช่วงเทศกาลฤดูใบไม้ผลิ หรือช่วงชุนอวิ้น (Chunyun) ซึ่งเป็นช่วงที่ชาวจีนนิยมเดินทางกลับบ้านเพื่อฉลองเทศกาลตรุษจีนกับครอบครัว นับเป็น "การเดินทางประจำปีครั้งใหญ่ที่สุดในโลก" ปกติจะเริ่มขึ้นก่อนตรุษจีน 15 วัน  (ปีนี้ตรงกับ 10 ม.ค. - 18 ก.พ.) รวมทั้งสิ้น 40 วัน ทำให้เกิดความกังวลว่าการระบาดของโรคปอดอักเสบจากไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ จะแพร่กระจายไปทั่วโลก...

สถานการณ์การแพร่ระบาด

จำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในจีน ณ วันพุธที่ 22 ม.ค. 2563 อยู่ที่ 440 ราย ทั้งในกรุงปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ มณฑลกวางตุ้ง มณฑลเสฉวน ยูนนาน และชานตง และมีผู้เสียชีวิตแล้ว 9 ราย ขณะที่นอกแผ่นดินจีนมีรายงานผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 8 ราย โดยมี 3 รายในไทย และอีก 5 รายในเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ไต้หวัน สหรัฐ พบรายล่าสุดที่มาเก๊าและไต้หวัน โดยผู้ติดเชื้อทั้งหมดมีประวัติการเดินทางไปยังเมืองอู่ฮั่น นายซ่ง หนานชาน หัวหน้าทีมผู้เชี่ยวชาญโรคทางเดินหายใจของคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติของจีน (NHC) เปิดเผยว่า ปัจจุบันผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่อยู่ในเมืองอู่ฮั่น และพบผู้ป่วยในเมืองอื่น ๆ เล็กน้อย นั่นหมายถึงว่า สถานการณ์ในปัจจุบันยังเป็นการแพร่ระบาดในระดับภูมิภาค พร้อมทั้งยืนยันว่า มีการติดเชื้อระหว่างคนสู่คน และมีบุคลากรทางการแพทย์อย่างน้อย 15 รายที่ได้รับเชื้อไวรัส โดยมีหนึ่งรายที่อาการอยู่ในขั้นวิกฤติ

นายซ่งได้ระบุว่า ยังไม่พบผู้ป่วยที่แพร่เชื้อได้มากเป็นพิเศษ (Super-Spreader) และวิธีป้องกันการแพร่ระบาดที่ดีที่สุดในขณะนี้คือการกักบริเวณผู้ติดเชื้อหรือต้องสงสัยว่าติดเชื้อ

นายเจิง กวง หัวหน้านักระบาดวิทยาของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของจีน (CDC) กล่าวว่า ไม่พบรายงานการติดเชื้อไวรัสโคโรนาในเด็กและนักเรียนในเมืองอู่ฮั่น โดยกลุ่มผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ ขณะทีมผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์ MRC (MRC Centre for Global Infectious Disease Analysis at Imperial College London) วิเคราะห์ว่า จนถึงวันที่ 17 ม.ค. น่าจะมีผู้ติดเชื้อในเมืองอู่ฮั่นถึง 1,723 ราย ที่แสดงอาการของโรคแล้ว (คาดว่าเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นี้มีระยะเวลาฟักตัวของโรคประมาณ 1 สัปดาห์) โดยตัวเลขดังกล่าวคำนวณจากการที่มีผู้ป่วยแสดงอาการของโรคในประเทศไทยและญี่ปุ่น 

มาตรการรับมือของจีนและทั่วโลก

หลังมีรายงานการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ได้ไม่นาน ทางการจีนได้สั่งปิดและทำความสะอาดตลาดขายส่งอาหารทะเลในเมืองอู่ฮั่น ซึ่งคาดว่าเป็นสถานที่แห่งแรกที่มีการแพร่ระบาด

นอกจากนี้ ยังได้มีการสั่งห้ามกรุ๊ปทัวร์เดินทางออกจากเมืองอู่ฮั่น และเพิ่มจุดวัดอุณหภูมิของร่างกายและจุดคัดกรองผู้ป่วยบริเวณสนามบิน สถานีรถไฟ สถานีขนส่ง และท่าเรือรับส่งผู้โดยสารเพื่อวัดอุณหภูมิของประชาชนที่จะเดินทางออกนอกเมือง ขณะที่ตำรวจจราจรได้ตรวจสอบรถที่เข้าและออกเมืองอู่ฮั่น เพื่อป้องกันไม่ให้นำสัตว์ปีกหรือสัตว์ป่าที่มีชีวิตเข้า-ออกเมือง

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ประกาศว่า จีนจะใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดในการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา โดยรัฐบาลจีนจะให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกต่อความปลอดภัย และสุขภาพของประชาชน

ทางด้านนายเกิง ชวง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน กล่าวว่า จีนได้ดำเนินการด้วยความรับผิดชอบ โดยได้แบ่งปันข้อมูลกับองค์การอนามัยโลก (WHO) ฮ่องกง มาเก๊า และชาติอื่นๆ รวมทั้งองค์กรในภูมิภาค โดยจีนจะทำงานร่วมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเพื่อรับมือกับสถานการณ์ด้านสาธารณสุขในระดับภูมิภาคและระดับโลก

ขณะเดียวกัน WHO เตรียมจัดการประชุมคณะกรรมการฉุกเฉินในวันพุธที่ 22 ม.ค. ที่กรุงเจนีวา เพื่อหารือเกี่ยวกับการสกัดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นี้

ทางด้านประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะเกาหลีใต้ ไต้หวัน ฮ่องกง ไทย ออสเตรเลีย สหรัฐ ได้เพิ่มจุดคัดกรองผู้ป่วยที่สนามบินสำหรับตรวจสอบผู้ที่เดินทางมาจากเมืองอู่ฮั่น โดยในประเทศไทย ได้ตั้งด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศในท่าอากาศยาน 5 แห่ง คือสุวรรณภูมิ ดอนเมือง เชียงใหม่ ภูเก็ต และกระบี่

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ

ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นี้ นอกจากจะส่งผลต่อชีวิตผู้คนแล้ว ยังส่งผลต่อเศรษฐกิจอีกด้วย โดยในช่วงวันที่ 21-22 ม.ค. ตลาดหุ้นทั่วโลกต่างปรับตัวลง หลังมีรายงานผู้ป่วยโรคปอดอักเสบจากไวรัสโคโรนาในประเทศอื่น ๆ นอกเหนือไปจากจีน ทำให้นักลงทุนกังวลว่าการแพร่ระบาดครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจเหมือนกับวิกฤตโรค SARS ที่เคยเกิดขึ้นในปี 2546 เพราะแค่ผู้บริโภคเกิดความตื่นตระหนก ไม่อยากจะเดินทาง ไม่กินอาหารนอกบ้าน ก็มากพอที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างหนักแล้ว

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่า การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่จะส่งผลกระทบน้อยกว่า SARS เนื่องจากมีความรุนแรงน้อยกว่า และรัฐบาลจีนได้ดำเนินการอย่างรวดเร็วในการเปิดเผยข้อมูลการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา ซึ่งแตกต่างจากคราวที่เกิดโรค SARS ซึ่งรัฐบาลจีนถูกทั่วโลกโจมตีเพราะปกปิดข้อมูลการระบาดในช่วงเริ่มแรก ส่งผลให้เกิดการลุกลามจนยากต่อการควบคุมในที่สุด

โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่จะได้รับผลกระทบ หากยังไม่สามารถควบคุมการระบาดของโรคได้คือ การท่องเที่ยว โรงแรม และสายการบิน เนื่องจากประชาชนกังวลว่าตนเองอาจจะมีโอกาสติดเชื้อได้ และหลีกเลี่ยงการเดินทางไปท่องเที่ยว

ลักษณะอาการของโรค

ไวรัสโคโรนา เป็นเชื้อที่ก่อให้เกิดโรคหวัดหรือปอดอักเสบได้อยู่แล้ว โดยมีหลายสายพันธุ์ ที่เป็นที่รู้จักมีอยู่ 6 สายพันธุ์ด้วยกัน โรคซาร์ส (SARS) และโรคเมอร์ส (MERS) ที่เคยแพร่ระบาดก่อนหน้านี้ก็เป็นสายพันธุ์ของไวรัสโคโรนาเช่นกัน

ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นี้ มีชื่อเรียกว่าไวรัส 2019-nCoV ยังไม่มีวัคซีนรักษา และยังไม่ทราบว่าสาเหตุเกิดจากอะไร หรือหรือมีสัตว์ชนิดใดเป็นพาหะ 

อาการป่วยเบื้องต้นจะคล้ายคลึงกับโรคระบบทางเดินหายใจและปอดอักเสบ เช่น มีไข้ ไอหรือจาม เจ็บคอ น้ำมูกไหล หายใจไม่สะดวก และหายใจลำบาก

องค์การอนามัยโลกเชื่อว่า ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นี้ สามารถติดต่อได้ทางการสัมผัสเท่านั้น แต่ยังมีความเป็นไปได้ที่การไอหรือจามจะเป็นสาเหตุให้ไวรัสแพร่กระจายได้เช่นกัน และได้แนะนำให้ผู้คนหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสัตว์ที่ยังมีชีวิต และหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับผู้ที่มีไข้หวัดหรือมีอาการคล้ายไข้หวัด

การปฏิบัติตัวเพื่อป้องกัน

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขของไทยจึงขอแนะนำให้ปฏิบัติตัวในขณะเดินทางไปต่างประเทศ ดังนี้

-ระหว่างเดินทางในต่างประเทศ ขอให้หลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่แออัด หรือสถานที่ที่มีมลภาวะ และไม่อยู่ใกล้ชิดผู้ป่วยไอ จาม หากเลี่ยงไม่ได้ให้สวมใส่หน้ากากอนามัยป้องกัน

-หลีกเลี่ยงการเข้าไปตลาดค้าสัตว์มีชีวิต การสัมผัสหรืออยู่ใกล้ชิดกับสัตว์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสัตว์ที่ป่วย หรือตาย และหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารรวมถึงเนื้อสัตว์ที่ปรุงไม่สุกดี

-หมั่นล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอด้วยน้ำ และสบู่ หรือแอลกอฮอลเจลล้างมือ ไม่นำมือมาสัมผัสตา จมูก ปาก โดยไม่จำเป็น

-ไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น (เช่น ผ้าเช็ดหน้า แก้วน้ำ ผ้าเช็ดตัว) เนื่องจากเชื้อก่อโรคทางระบบทางเดินหายใจสามารถเข้าสู่ร่างกายได้ทางการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อ

-รักษาร่างกายให้อบอุ่นอยู่เสมอและนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

-หลังเดินทางกลับถึงประเทศไทย ภายใน 14 วัน ถ้ามีอาการไข้ มีอาการระบบทางเดินหายใจ เช่น ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก หายใจเหนื่อยหอบ ให้สวมหน้ากากอนามัย และรีบไปพบแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขทันที พร้อมทั้งแจ้งประวัติการเดินทาง เนื่องจากมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนปอดบวม และมีอาการรุนแรง ถึงขั้นเสียชีวิตได้

-หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติม สอบถามได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค 1422

ข้อมูลจากทางการจีนชี้ให้เห็นว่า ปริมาณการเดินทางมหาศาลช่วงตรุษจีน และในช่วงชุนอวิ้นปีนี้กว่า 3,000 ล้านเที่ยว ทั้งทางบก ทางทะเล และทางอากาศ ภายในและนอกประเทศรวมกัน ซึ่งการที่ผู้คนเดินทางพร้อมกันครั้งใหญ่ขนาดนี้ ทำให้มีโอกาสที่จะมีผู้ได้รับเชื้อทั้งที่แสดงอาการแล้วและยังไม่แสดงอาการปะปนอยู่ในการเดินทางกว่า 3,000 ล้านเที่ยวดังกล่าว และคาดว่า จะยังไม่มีมาตรการใด ๆ สามารถคัดกรองและป้องกันไม่ให้ผู้ป่วยแพร่เชื้อได้อย่าง 100% 

ดังนั้น เราจึงควรปฏิบัติตามคำแนะนำจากกรมควบคุมโรคอย่างเคร่งครัด หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง สถานที่เสี่ยง และรักษาสุขภาพ-สุขอนามัยของตนเอง และหากมีอาการต้องสงสัย โปรดรีบไปพบแพทย์โดยทันที

 

 

 

.
.