รายงานหน้าหนึ่ง : สงครามไม่บังเกิดในสมัยของทรัมป์


รายงานหน้าหนึ่ง : สงครามไม่บังเกิดในสมัยของทรัมป์

"ตราบที่ผมยังเป็นประธานาธิบดีสหรัฐ อิหร่านจะไม่ได้รับอนุญาตให้มีอาวุธนิวเคลียร์

ทรัมป์เปิดถ้อยแถลงของเขาเมื่อเช้าวันพุธที่ 8 มกราคม ด้วยประโยคดังกล่าว ก่อนที่จะกล่าว “อรุณสวัสดิ์” และร่ายต่อว่า... “ผมยินดีที่จะแจ้งให้คุณทราบว่า ชาวอเมริกันควรจะรู้สึกขอบคุณและมีความสุขเป็นอย่างยิ่ง ไม่มีชาวอเมริกันคนใดได้รับอันตรายจากการโจมตีของอิหร่านเมื่อคืน เราไม่มีการสูญเสียใดๆ ทหารของเราทุกคนปลอดภัย และมีความเสียหายเพียงเล็กน้อยเท่านั้นที่เกิดขึ้นที่ฐานทัพของเรา กองกำลังอเมริกันที่ยิ่งใหญ่ของเราเตรียมพร้อมสำหรับทุกสิ่ง"

การแถลงของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กับประชาชนทั้งประเทศ เมื่อเช้าวันพุธที่ 8 มกราคม นั้น น่าจะเรียกได้ว่าเป็นถ้อยแถลงที่มีชาวอเมริกัน และชาวโลกให้ความสนใจมากที่สุด เพราะเกิดขึ้นในช่วงที่ทุกคนรู้สึกว่าโลกกำลังเสี่ยงกับสภาวะสงครามชนิดที่ไม่เคยรู้สึกมานานแล้ว

และความตึงเครียดดังกล่าว ดูเหมือนจะหดหายไปแทบจะทันทีที่ทรัมป์ว่า เขาจะไม่ตอบโต้ทางการทหารต่ออิหร่าน เพราะไม่มีใครได้รับอันตรายจากการโจมตีครั้งนี้

"อิหร่านดูเหมือนจะหยุด ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีสำหรับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และเป็นสิ่งที่ดีมากสำหรับโลก ไม่มีชาวอเมริกันหรือชาวอิรักเสียชีวิต เพราะมีการเฝ้าระวัง มีการกระจายกำลัง และระบบเตือนภัยล่วงหน้าที่ทำงานได้ดีมาก ผมชื่นชมทักษะและความกล้าหาญของชายและหญิงในชุดเครื่องแบบของอเมริกาที่น่าทึ่ง”

แต่ทรัมป์ก็จะยังคงเดินหน้ายืนยันถึงชอบธรรมในการสังหารนายพลอิหร่าน และจะเดินหน้าการคว่ำบาตรอิรักต่อไป  

"มือของโซไลมานีเปียกโชกทั้งเลือดของชาวอเมริกันและอิหร่าน เขาควรจะถูกกำจัดไปนานแล้ว ด้วยการเอาโซไลมานีออกไป เราได้ส่งข้อความอันทรงพลังไปยังผู้ก่อการร้าย หากพวกคุณเห็นคุณค่าชีวิตของคุณเอง คุณจะต้องไม่คุกคามชีวิตประชาชนของเรา ในขณะที่เรากำลังประเมินตัวเลือกเพื่อตอบสนองต่อการรุกรานของอิหร่านต่อไป สหรัฐจะกำหนดบทลงโทษทางเศรษฐกิจเพิ่มเติมต่อรัฐบาลอิหร่านในทันที การคว่ำบาตรที่ทรงพลังเหล่านี้ จะยังคงอยู่ต่อไป จนกว่าอิหร่านจะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม"

ทรัมป์ ได้พูดฝากถึงประชาชาวอิหร่านด้วยว่า สหรัฐฯ ต้องการให้พวกเขามีอนาคตอันยิ่งใหญ่ซึ่งพวกเขาสมควรจะได้รับ รวมถึงความเจริญรุ่งเรืองที่บ้านเฉกเช่นประเทศอื่นๆ 

“สหรัฐพร้อมที่จะโอบกอดสันติภาพกับทุกคนที่แสวงหามัน” ทรัมป์ระบุ

จากประโยคเหล่านี้ ทำให้เราพอจะสรุปได้ว่า โลกได้รอดพ้นจากสงครามใหญ่ ที่ผู้คนจำนวนมากพากันหวาดหวั่นว่าจะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน หลังจากอิหร่านยิงถล่ม 2 เป้าหมายทางการทหารของสหรัฐในอิรัก เพื่อตอบโต้การที่สหรัฐสังหารนายพลกัสเซม โซไลมานี นายพลคนสำคัญของอิหร่าน

แต่เพราะการโจมตีด้วยขีปนาวุธของอิหร่านดังกล่าว เกิดพลาดเป้า ทำให้สหรัฐฯ ไม่ได้รับความเสียหาย ทั้งในด้านชีวิตและทรัพย์สิน ทรัมป์จึงสามารถใช้เป็นข้ออ้างที่สวยงาม ในการไม่ตอบโต้ด้วยกำลังทหารตามที่หลายฝ่ายเกรงกลัว แต่ประกาศจะใช้วิธีการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่ออิหร่านต่อ

ขณะที่นักวิเคราะห์หลายรายบอกคล้ายๆ กันว่าอิหร่านเจตนายิงขีปนาวุธให้พลาดเป้า เพราะยังไม่พร้อมที่จะเปิดสงครามกับสหรัฐฯ เช่นกัน...

หากเป็นจริงตามการวิเคราะห์ดังกล่าว ก็ถือว่าเป็นเรื่องดี เพราะเท่ากัยว่าทั้งสองฝ่ายต่างก็ไม่อยากนำพาประเทศเข้าสู่สภาวะสงคราม ดังนั้นเรื่องราวหลังจากนี้ไปก็น่าจะผ่อนคลายลงเหลือแค่ “สงครามน้ำลาย” เหมือนเช่นที่ผ่านๆ มา

แน่นอนว่า ทรัมป์ได้ฉวยโอกาสที่ชาวอเมริกันและชาวโลกกำลัง “ฟัง” เขาพูดครั้งนี้ โจมตีประธานาธิบดี บารัค โอบาม่า ว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้อิหร่าน ลุกขึ้นมาก่อปัญหาให้กับสหรัฐฯ ด้วย 

โดยทรัมป์บอกว่าการที่โอบาม่าทำข้อตกลงนิวเคลียร์ “อันโง่เง่า” กับอิหร่าน เมื่อปี 2013 นั้น “ทำให้พวกเขาได้รับเงินไป 150,000 ล้านดอลลาร์ นี่ยังไม่พูดถึงเงินสดอีก 1,800 ล้านดอลลาร์ และแทนที่จะขอบคุณสหรัฐฯ พวกเขาร้องตะโกน 'Death to America' ในความเป็นจริง พวกเขาตะโกน 'Death to America' ในวันที่มีการลงนามในข้อตกลง จากนั้นอิหร่านก็สนุกสนานกับการก่อการร้ายที่ได้รับการสนับสนุนโดยเงินจากข้อตกลง และสร้างนรกในเยเมน ซีเรีย เลบานอน อัฟกานิสถาน และอิรัก"

ทรัมป์พูดด้วยว่าขีปนาวุธที่อิหร่านใช้ยิงใส่ฐานทัพสหรัฐฯ ในอิริก และพันธมิตรเมื่อคืนก่อนหน้านั้น ก็มาจากเงินทุนที่ได้รับจากรัฐบาลของประธานาธิบดโอบาม่า 

"ถึงเวลาแล้วที่สหราชอาณาจักร เยอรมนี ฝรั่งเศส รัสเซียและจีน จะตระหนักถึงความจริงนี้ ตอนนี้พวกเขาจะต้องแยกตัวออกซากที่เหลือของข้อตกลงอิหร่านหรือ JCPOA และเราทุกคนต้องร่วมมือกันเพื่อทำข้อตกลงกับอิหร่าน ที่จะทำให้โลกนี้ปลอดภัยและสงบสุขกว่านี้"

ทรัมป์ ยังได้บอกว่าเขาจะขอให้นาโต้เข้ามาเกี่ยวข้องกับปัญหาในตะวันออกกลางให้มากขึ้น ทั้งที่ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ได้วิพากษ์วิจารณ์นาโต้อยู่บอยครั้งว่าล้าสมัย และกระตุ้นให้ชาติสมาชิกเพิ่มงบการทหารของพวกเขา

ปิดท้ายด้วยการคุยโวถึงผลงานในรอบสามปีของเขา โดยเฉพาะประเด็นเศรษฐกิจ ที่ทรัมป์ยังคงอ้างว่าแข็งแกร่งอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์อันเกิดจากการบริหารของเขานี้ ส่งผลต่อเนื่องในเชิงยุทธศาสตร์ด้วย

“กองทัพสหรัฐฯแข็งแกร่งกว่าที่เคยเป็นมา ขีปนาวุธของเราใหญ่ ทรงพลัง แม่นยำ อันตรายและเร็ว ที่กำลังจัดสร้างก็คือมีขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิคจำนวนมาก ความจริงที่ว่าเรามีทหารและอุปกรณ์ที่ยอดเยี่ยมนี้ไม่ได้หมายความว่าเราต้องใช้มัน เราไม่ต้องการใช้มัน ความแข็งแกร่งของอเมริกาทั้งทางทหารและเศรษฐกิจ เป็นตัวยับยั้งที่ดีที่สุด”

ประธานาธิบดีทรัมป์ กล่าวจบก็เดินกลับโดยไม่สนใจนักข่าวสายทำเนียบที่ยกมือกันสลอน....