เรียนรู้ อยู่ด้วยกัน


เรียนรู้ อยู่ด้วยกัน

โดย : ดร.พระมหาจรรยา สุทธิญาโณ

    อาตมากลับเมืองไทยเกือบหนึ่งเดือน ได้มีโอกาสพบพระภิกษุสามเณร อุบาสก อุบาสิกาที่เอาใจใส่ศึกษา ปฏิบัติธรรมและเผยแผ่พระพุทธศาสนาจำนวนมากในแทบจะทุกภูมิภาคของประเทศไทย อาตมาได้พบท่านเหล่านั้นแล้ว รู้สึกชื่นชมและให้กำลังใจ ที่ทุ่มเทกำลังกาย กำลังใจและกำลังทรัพย์ เพื่อส่งเสริมพระพุทธศาสนาอย่างจริงจังในทุกมิติ ก่อนจะเดินทางกลับอเมริกา ก็บอกท่านเหล่านั้นว่า กลับมาเมืองไทยเมื่อไรจะมาเยี่ยมเยือนอีก ก่อนจะจากกันก็ได้แลกเปลี่ยนเฟซบุ๊คกันไว้เพื่อจะได้สร้างเครือข่ายแห่งความร่วมมือ ร่วมแรงในกลุ่มนักศึกษา และรักการเผยแผ่พระพุทธศาสนากันต่อไป

    จากการพบปะสนทนากันหลายแห่ง ทั้งพระภิกษุสามเณร และอุบาสก อุบาสิกา ต่างวิตกกังวลกันอยู่เรื่องหนึ่งที่จะนำไปบอกความกังวลเรื่องนี้ที่ไหนก็กลัวว่า จะไม่มีใครรับฟังเพราะต่างคนต่างกลัวและเกรงใจที่จะพูดถึงเรื่องเหล่านี้ แต่ท่านเหล่านั้นมั่นใจที่จะเล่าและฝากเรื่องนี้ไว้กับอาตมาเสมอ แม้เมื่อเดินทางกลับมาอเมริกาแล้ว อุบาสก อุบาสิกาที่คุ้นเคยกันก็มาสนทนาและส่งข้อมูลต่างๆมาให้บ่อยๆ

    อาตมาได้รับทราบเรื่องราวเหล่านี้แล้ว คิดแล้ว คิดอีก ก็หาทางออกไม่พบเหมือนๆกับทุกท่านที่พยายามหาทางออกกับอาตมานั่นเอง เป็นอันว่า ตกที่นั่งเดียวกันทั้งผู้ถามและผู้ตอบ ปรารภเรื่องนี้มายืดยาว ยังไม่ได้บอกเลยว่า เรื่องอะไร แม้จะรู้สึกหวาดกลัวและวิตกกังวลไม่แตกต่างจากพี่น้องชาวพุทธที่วิตกกังวลกัน แต่จะปรารภเรื่องนี้ลองดู

    เรื่องดังกล่าวก็คือ ชาวพุทธเกือบจะทุกจังหวัดวิตกกังวลว่า ตอนนี้ศาสนาอิสลามได้ขยายตัวออกไปตามพื้นที่ต่างๆอย่างรวดเร็ว มีการเตรียมการสร้างศาสนสถาน หรือบางพื้นที่ก็ดำเนินการสร้างศาสนสถานไปหลายแห่งแล้ว ทั้งๆที่พื้นที่เหล่านั้น ไม่เคยมีชาวมุสลิมอาศัยมาก่อน การขยายตัวที่รวดเร็วเช่นนี้ ทำให้ชาวพุทธในหลายท้องที่รู้สึกวิตกกังวลเงียบๆ แต่บางพื้นที่ ชาวพุทธเริ่มแสดงออกในทางต่อต้านด้วยข้อความต่างๆที่ส่งสัญญาณให้ทางราชการ รัฐบาล หรือ ชาวมุสลิมเองที่เข้าไปในพื้นที่แบบคนแปลกหน้า ได้ทราบว่า พวกเขาปรารถนาจะรักษาศาสนาและวัฒนธรรมประเพณีที่สืบทอดมาแต่โบราณกาลไว้ เพื่อสร้างความสงบร่มเย็นให้ลูกหลานต่อไป

    แม้ตามประเพณีของชาวพุทธที่ปฏิบัติกันมาแต่โบราณ ที่ต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองเข้ามาสู่ดินแดนของตนด้วยอัธยาศัยไมตรี ดังเป็นที่ทราบกันดีว่า ประเทศไทยมีชาวมุสลิมมาตั้งรกรากที่อยุธยา ที่กรุงเทพฯและเชียงใหม่มาเป็นเวลาหลายร้อยปีแล้ว ชาวมุสลิมในดินแดนดังกล่าวอยู่ร่วมกันกับชาวพุทธอย่างสันติ

    ชาวพุทธส่วนหนึ่งอยู่ในอาการผวามักจะมาจาก 2 ปัจจัยคือ

 1. สถานการณ์ความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ไม่เคยสงบ พระภิกษุสงฆ์และชาวพุทธบาดเจ็บล้มตายกันอย่างต่อเนื่องไม่เคยว่างเว้น 

 2. ในระยเวลา 4-5 ปีที่ผ่านมาชาวพุทธสังเกตว่า จำนวนชาวมุสลิมเข้ามาตั้งรกรากกระจายไปในท้องที่ต่างๆอย่างรวดเร็วผิดปกติ เสมือนว่า ได้รับการสนับสนุนจากผู้มีอำนาจในบ้านเมืองเป็นพิเศษ ประกอบกับในระยะยหลัง นักเผยแพร่ศาสนาอิสลามหนุ่มๆ ได้เผยแพร่ความคิดของตนหลายๆเรื่องที่แสดงออกอย่างชัดเจนว่า แตกต่างจากวิถีพุทธดั้งเดิมอย่างมากทีเดียว เช่น เคยมีนักบรรยายชาวมุสลิมรุ่นใหม่ ชื่อโต กล่าวหลบลู่ดูหมิ่นพระพุทธรูปของชาวพุทธอย่างตรงไปตรงมาด้วยทีท่า ที่ปราศจากความเคารพในความแตกต่าง  ชาวพุทธได้รับทราบเรื่องราวเหล่านี้มาแล้วต้องหวานอมขมกลืนด้วยความอดทน แม้พระพุทธเจ้าจะสอนให้ชาวพุทธเมตตาและอดทนพร้อมกับพร้อมอภัยให้ทุกคน จากทุกศาสนาทุกวัฒนธรรม

    นี่คือเหตุปัจจัยที่ชวนผวาของชาวพุทธ ทั้งนี้ก็มิได้หมายถึงชาวมุสลิมทุกคน เป็นคนน่ากลัว เพียงแต่เหตุการณ์ความรุนแรงหลายครั้งที่เกิดขึ้นในบางพื้นที่ทำให้รู้สึกไปว่า หากจะต้องเจอเหตุการณ์แบบนั้นในท้องที่ที่เคยสงบบ้างจะเป็นอย่างไร แม้จะทำความเข้าใจกันเสมอว่า เราสามารถอยู่ร่วมกันอย่างสันติ  แต่พอเหตุการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้น ก็ปลุกให้ผู้ระแวงต้องผวาและระวังภัยขึ้นมาอีก

    ดูเหมืนอว่า ความวิตกกังวลและเสียงบ่นเหล่านี้ คงลอยลมไปเข้าหูท่านนายกรัฐมนตรีบ้างแล้ว เพราะท่านให้สัมภาษณ์ว่า ท่านต้องดูแลคนทุกคน คำตอบนี้น่าจะตอบคำถามที่ลอยมาตามลมว่า รัฐบาลน่าจะจัดงบประมาณให้แก่ศาสนาบางศาสนาบนพื้นฐานของการลำเอียงหรือไม่ เรื่องราวเหล่านี้ก็จะฟันธงลงไปไม่ได้ เพราะไม่มีใครทราบว่า ข้อสันนิษฐานที่ลอยมาตามลมเหล่านั้น จะจริงเท็จแค่ไหน ยังไม่มีใครรู้ความจริงในเรื่องนี้อย่างกระจ่างชัด

    บนความวิตกกังวลของชาวพุทธจำนวนมาก อาตมาขอร่วมแสดงความคิดเห็นกว้างๆดังนี้

  1. แม้จะเคยมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเคยถามท่านนายกรัฐมนตรีในสภาผู้แทนราษฎรถึงเรื่องนี้ แต่ท่านนายกรัฐมนตรีก็ตอบแบบกว้างๆทำนองว่า ต้องดูแลทุกศาสนา แต่ไม่ได้แจงรายละเอียดของการดูแลกันว่า ลึกซึ้งเพียงใด ใช้งบประมาณเท่าไรต่อหนึ่งปีงบประมาณ  เรื่องนี้ถ้าชาวพุทธได้ทราบความจริงอย่างกระจ่างแจ้งแล้ว ก็จะช่วยลดความกังวลลงไปได้ระดับหนึ่งทีเดียว แต่ด้วยวาทะที่พูดกันเสมอๆว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนต้องระมัดระวังในการพูดและแสดงความคิดเห็น  เลยไม่ต้องพูดกัน จึงกลายเป็นเรื่องอึมครึมกันต่อไป
  2. เนื่องจากปัจจุบันนี้ โลกแคบลงมาก ประชาชนทุกชาติ ทุกศาสนา เดินทางไปมาหาสู่กันได้อย่างเสรี ประเทศเราได้ชื่อว่าสยามเมืองยิ้ม ต้องยิ้มรับคนจากทุกชาติทุกศาสนาที่จรมาจากทั่วโลก ถึงเวลาแล้วหรือยังที่รัฐบาลจะต้องจัดระบบการศึกษาที่ให้คนไทยได้เข้าใจถึงสาระสำคัญของศาสนาต่างๆได้อย่างกว้างขวาง  ผู้นำศาสนาของแต่ละศาสนาน่าจะแสดงจุดร่วมที่ทุกศาสนาสามารถใช้ชีวิตร่วมกันได้ ขณะเดียวกันจะต้องแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันว่า มีประเพณีหรือวัฒนธรรมอะไรบ้าง ที่แตกต่างกันจริงๆชนิดที่เรียกว่า เมื่อจะต้องประกอบพิธีกรรมตามวัฒนธรรมและประเพณีดังกล่าวแล้ว จะต้องแยกกันอยู่แบบต่างคนต่างอยู่จริงๆ รัฐจะต้องวางคุณธรรมร่วม 2 ข้อ คือ ความเคารพความแตกต่างและความอดทนไม่ล่วงล้ำก้ำเกิน ศาสนาวัฒนธรรมและประเพณีของใคร พระบรมราโชวาทของพระบรมชนกนาถรัชกาลที่ 9 เคยตรัสไว้ว่า เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา หรือ รู้ รัก สามัคคี ยังคงนำมาใช้ได้เป็นอย่างดี
  3. จะต้องสร้างความเข้าใจระหว่างศาสนิกชนของศาสนาต่างๆที่ต้องอยู่ร่วมกันบนแผ่นดินนี้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาวว่า ทุกคนต้องใช้ศาสนาสร้างชีวิตสันติ มีเมตตา มีขันติและอภัยแก่กันและกัน จะต้องใช้การเรียนรู้ โดยไม่ต้องสู้รบกันเพื่อร่วมสร้างสรรค์สังคมที่สันติสุขและปลอดภัย เป็นที่ ไว้วางใจกับเพื่อนบ้านทุกคน

การใช้ความรุนแรง ต่อสู้กับความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ดำเนินมาเป็นร้อยปี ไม่มีทีท่าว่าจะยุติลงได้ เป็นตัวอย่างของการใช้ความรุนแรงเข้าทำลายกันแต่ไม่สามารถจะยุติการสู้รบได้เป็นอย่างดี  จึงสมควรต้องทบทวนการบริหารจัดการด้านศาสนสัมพันธ์กันเสียใหม่ ควรจะเปลี่ยนการสู้รบมาเป็นการเรียนรู้ที่จะอยู่ด้วยกันอย่างสันติ การเรียนรู้นี้ต้องทำอย่างจริงจังทุกพื้นที่  ความเปลี่ยนแปลงนี้น่าจะนำสันติภาพและสันติสุข มาสู่ผืนแผ่นดินไทยและประชาชนทุกคนที่อาศัยอยู่บนแผ่นดินไทยอย่างยั่งยืนสืบไป

วันที่ 17 ธันวาคม 2562 เวลา 21.26 น.

วัดพุทธปัญญา เมืองโพโมน่า รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา